Inventory KPI คืออะไร? 10 ตัวชี้วัดสินค้าคงคลังที่เจ้าของธุรกิจควรรู้

Inventory KPI คืออะไร? 10 ตัวชี้วัดสินค้าคงคลังที่เจ้าของธุรกิจควรรู้

Inventory KPI คืออะไร? 10 ตัวชี้วัดสินค้าคงคลังที่เจ้าของธุรกิจควรรู้

เมื่อสินค้าบางตัวนอนอยู่ในคลังเป็นเดือน ๆ เงินทุนจมไปกับของที่ขายไม่ออก แต่สินค้าอีกตัวที่ลูกค้าอยากได้กลับหมดสต็อกพอดีตอนมีคำสั่งซื้อเข้ามา หรือพอไปนับของจริงแล้วเจอว่าตัวเลขในระบบไม่ตรงกับของที่วางอยู่บนชั้น ปัญหาเหล่านี้ดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ถ้าปล่อยไว้นาน ๆ จะกระทบทั้งกำไร กระแสเงินสด และความพึงพอใจของลูกค้าโดยตรง และเป็นปัญหาให้ธุรกิจของคุณได้

ปัญหาคือหลายธุรกิจ "รู้สึก" ว่ามีปัญหา แต่ไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหนและหนักแค่ไหน นี่คือเหตุผลที่การติดตามตัวชี้วัดประสิทธิภาพหรือ KPI เข้ามาช่วยได้มาก เพราะ KPI เปลี่ยนความรู้สึกให้กลายเป็นตัวเลขที่วัดได้ ทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นปัญหาชัดขึ้น และตัดสินใจจากข้อมูลแทนการคาดเดา

ในบทความนี้เราจะรวบรวม Inventory KPI ที่สำคัญ 10 ตัว อธิบายความหมาย สูตรคำนวณ ตัวอย่างตัวเลข และวิธีอ่านผลลัพธ์ในภาษาที่เข้าใจง่าย รวมถึงแนวทางเลือก KPI ให้เหมาะกับธุรกิจ และวิธีนำผลไปปรับปรุงการจัดการสินค้าคงคลังจริง ๆ 

ประเด็นสำคัญ

Inventory KPIs คือตัวชี้วัดประสิทธิภาพด้านสินค้าคงคลัง ที่ธุรกิจใช้ประเมินว่าการบริหารสต็อกเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่

KPI แต่ละตัวตอบคำถามทางธุรกิจไม่เหมือนกัน บางตัวบอกว่าสินค้าขายได้เร็วแค่ไหน บางตัวบอกว่าธุรกิจเจอปัญหาสินค้าขาดสต็อกบ่อยหรือไม่

เลือก Inventory KPIs ที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ ไม่จำเป็นต้องติดตามครบทั้ง 10 ตัวพร้อมกัน เพราะยิ่งมี KPI เยอะ ทีมก็ยิ่งสับสน วิธีที่ดีกว่าคือเริ่มจากปัญหาที่อยากแก้ก่อน แล้วค่อยเลือก KPI ที่ตอบโจทย์นั้น

Inventory KPI คืออะไร? 

Inventory KPI คือตัวชี้วัดผลการดำเนินงานด้านสินค้าคงคลัง ที่ธุรกิจใช้ประเมินว่าการจัดการสต็อกเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ พูดง่าย ๆ คือ "ใบรายงานผลสอบ" ของระบบสต็อกของคุณ ที่บอกว่าตอนนี้เราทำได้ดีแค่ไหนในเรื่องต้นทุน ความพร้อมของสินค้า และประสิทธิภาพการทำงาน

ข้อดีของการมี KPI ที่เหมาะสมคือช่วยให้เห็นแนวโน้มต้นทุน เห็นว่าสินค้าพร้อมขายหรือไม่ และเห็นว่ากระบวนการในคลังทำงานราบรื่นแค่ไหน แต่ขอบอกก่อนว่า ธุรกิจไม่จำเป็นต้องติดตามทุกตัวชี้วัดพร้อมกัน การเลือกเพียงไม่กี่ตัวที่ตรงกับปัญหาจริง และติดตามอย่างสม่ำเสมอ ให้ผลดีกว่าการมีตัวเลขเต็มหน้าจอแต่ไม่มีใครใช้

Inventory KPI ช่วยวัดผลด้านใดบ้าง?

เพื่อให้เข้าใจง่าย เราจะแบ่ง Inventory KPI ออกเป็น 4 กลุ่มหลัก

  • ต้นทุนและเงินทุนที่ผูกอยู่กับสินค้า: บอกว่าการถือสต็อกทำให้ธุรกิจเสียเงินและจมเงินไปเท่าไหร่ เช่น Carrying Cost และ DSI

  • ความพร้อมในการตอบสนองคำสั่งซื้อ: บอกว่าลูกค้าสั่งแล้วเรามีของส่งให้ครบหรือไม่ เช่น Stockout Rate, Service Level และ Order Fulfillment Rate

  • ประสิทธิภาพการหมุนเวียนสินค้า: บอกว่าสินค้าไหลเข้าออกคลังเร็วหรือช้า เช่น Inventory Turnover Ratio

  • ความถูกต้องของข้อมูลสต็อก: บอกว่าตัวเลขในระบบเชื่อถือได้แค่ไหน เช่น Inventory Accuracy, Shrinkage Rate, Demand Forecast Accuracy และ Order Picking Accuracy

10 Inventory KPI ที่ธุรกิจควรรู้ พร้อมสูตรคำนวณ

KPI แต่ละตัวตอบคำถามทางธุรกิจไม่เหมือนกัน เช่น บางตัวบอกว่าสินค้าขายเร็วแค่ไหน บางตัวบอกว่าเราขาดของบ่อยหรือเปล่า ดังนั้นไม่ต้องใช้ครบทั้ง 10 ตัวพร้อมกัน ให้เลือกตามเป้าหมายและลักษณะสินค้าของคุณ ในแต่ละหัวข้อเราจะอธิบายความหมาย ประโยชน์ สูตร ตัวอย่างการคำนวณ และวิธีอ่านผลลัพธ์ พร้อมข้อควรระวังเรื่องหน่วยและช่วงเวลาที่ใช้คำนวณ

1. Inventory Turnover Ratio (อัตราการหมุนเวียนสินค้าคงคลัง)

ตัวชี้วัดนี้บอกว่าในช่วงเวลาหนึ่ง สินค้าคงคลังของคุณ "หมุนเวียน" เมื่อเทียบกับต้นทุนขายกี่รอบ ยิ่งหมุนบ่อย แปลว่าสินค้าขายออกไปเร็ว ไม่ค้างในคลังนานเกินไป

สูตร:

Inventory Turnover = ต้นทุนขาย ÷ มูลค่าสินค้าคงคลังเฉลี่ย

ตัวอย่าง: ใน 1 ปี ธุรกิจมีต้นทุนขาย 6,000,000 บาท และมีมูลค่าสินค้าคงคลังเฉลี่ย 1,000,000 บาท จะได้ Inventory Turnover = 6,000,000 ÷ 1,000,000 = 6 รอบต่อปี แปลว่าสินค้าหมุนเวียนประมาณ 6 รอบใน 1 ปี

วิธีอ่านผล: ค่าต่ำอาจสัมพันธ์กับสินค้าขายช้าหรือสต็อกมากเกินไป ส่วนค่าสูงก็ไม่ได้ดีเสมอไป เพราะอาจแปลว่าสต็อกน้อยเกินจนเสี่ยงสินค้าขาดได้ นอกจากนี้ค่าที่เหมาะสมต่างกันตามประเภทสินค้า เช่น อาหารสดย่อมหมุนเร็วกว่าเครื่องจักร จึงควรเปรียบเทียบกับธุรกิจประเภทเดียวกันหรือกับผลงานของตัวเองในอดีต

2. Days Sales of Inventory (DSI) หรือจำนวนวันเฉลี่ยที่ถือครองสินค้า

DSI บอกว่าโดยเฉลี่ยแล้วสินค้าอยู่ในคลังของคุณนานกี่วันกว่าจะขายออกไป อ่านง่ายกว่า Inventory Turnover เพราะเป็น "จำนวนวัน" ที่เจ้าของธุรกิจนึกภาพออกได้ทันที

สูตร: DSI = (มูลค่าสินค้าคงคลังเฉลี่ย ÷ ต้นทุนขาย) × จำนวนวันในช่วงเวลาที่วัด

ตัวอย่าง: ใช้ตัวเลขเดิม คือสินค้าคงคลังเฉลี่ย 1,000,000 บาท ต้นทุนขาย 6,000,000 บาท ในช่วง 365 วัน จะได้ DSI = (1,000,000 ÷ 6,000,000) × 365 ≈ 61 วัน แปลว่าสินค้าอยู่ในคลังเฉลี่ยประมาณ 61 วัน

วิธีอ่านผล: DSI มีความสัมพันธ์กับ Inventory Turnover โดยตรง ถ้า Turnover สูง DSI จะต่ำ และในทางกลับกัน ข้อควรระวังคือค่านี้เป็นค่าเฉลี่ย ถ้าคุณมีสินค้าที่ขายเร็วมากปนกับสินค้าที่ขายช้ามาก ตัวเลขรวมอาจบังปัญหาของสินค้าบางตัวได้ ควรแยกดูตามกลุ่มสินค้าด้วย

3. Inventory Carrying Cost (ต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง)

การเก็บสินค้านั้นไม่ได้ฟรีและมีต้นทุนที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่ เช่น ค่าเช่าพื้นที่จัดเก็บ ค่าประกันภัย ค่าแรงที่เกี่ยวข้อง ค่าเสื่อมมูลค่าของสินค้า และต้นทุนเงินทุนที่จมอยู่ในสต็อก Carrying Cost จึงบอกว่าการถือครองสินค้ามีราคาแพงแค่ไหนเมื่อเทียบกับมูลค่าสต็อก

สูตร: Carrying Cost (%) = (ต้นทุนการเก็บรักษาในช่วงเวลา ÷ มูลค่าสินค้าคงคลังเฉลี่ย) × 100

ตัวอย่าง: ใน 1 ปี ธุรกิจมีต้นทุนการเก็บรักษารวม 240,000 บาท และมูลค่าสินค้าคงคลังเฉลี่ย 1,000,000 บาท จะได้ Carrying Cost = (240,000 ÷ 1,000,000) × 100 = 24%

วิธีอ่านผล: ก่อนคำนวณ ธุรกิจควรตกลงกันก่อนว่าจะนับต้นทุนรายการไหนบ้าง และนับแบบเดียวกันทุกครั้ง ไม่เช่นนั้นเปรียบเราจะเปรียบเทียบข้ามช่วงเวลาไม่ได้ ถ้าตัวเลขสูง อาจจะต้องทบทวนว่ามีสินค้าค้างนานเกินไปหรือเปล่า หรือพื้นที่จัดเก็บมีประสิทธิภาพพอหรือไม่

4. Stockout Rate (อัตราการขาดสต็อก)

Stockout Rate บอกว่าเราพลาดโอกาสขายบ่อยแค่ไหนเพราะสินค้าไม่พร้อมจำหน่าย สินค้าขาดสต็อกไม่ได้แค่เสียยอดขายครั้งนั้น แต่ลูกค้าอาจไปซื้อที่อื่นและไม่กลับมาอีกก็ได้ การขาดสต็อก (stockout) ไม่ได้ทำให้เสียแค่ยอดขายครั้งนั้นครั้งเดียว แต่ลูกค้าอาจจะเปลี่ยนไปซื้อจากที่อื่นและไม่กลับมาอีกเลย

สูตรตัวอย่าง: Stockout Rate (%) = (จำนวนเหตุการณ์ขาดสต็อก ÷ จำนวนเหตุการณ์ความต้องการทั้งหมด) × 100

ตัวอย่าง: ในเดือนหนึ่งมีลูกค้าสั่งหรือถามหาสินค้ารวม 400 ครั้ง แต่ 12 ครั้งสินค้าหมดสต็อก จะได้ Stockout Rate = (12 ÷ 400) × 100 = 3%

วิธีอ่านผล: การนับ "เหตุการณ์ขาดสต็อก" ทำได้หลายแบบ เช่น นับต่อคำสั่งซื้อ ต่อรายการสินค้า หรือต่อวันที่สินค้าหมด สิ่งสำคัญคือต้องเลือกวิธีนับแบบเดียวและใช้ให้คงที่ก่อนเปรียบเทียบผล ถ้าค่านี้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ให้ตรวจสอบจุดสั่งซื้อซ้ำและระยะเวลารอสินค้าจากผู้จำหน่าย

5. Service Level (ระดับการให้บริการจากสินค้าคงคลัง)

Service Level บอกว่าเราตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วยสินค้าที่มีอยู่ได้ครบแค่ไหน ก่อนใช้ตัวชี้วัดนี้ ต้องตกลงให้ชัดก่อนว่าจะวัดจากอะไร จะเป็นจำนวนคำสั่งซื้อ จำนวนรายการสินค้า หรือปริมาณสินค้าที่ส่งมอบครบ เพราะแต่ละวิธีให้ผลต่างกัน

สูตรตัวอย่าง (วัดตามจำนวนรายการสินค้าที่ส่งมอบครบ): Service Level (%) = (จำนวนรายการที่ตอบสนองได้ครบ ÷ จำนวนรายการที่ต้องการทั้งหมด) × 100

ตัวอย่าง: ลูกค้าต้องการสินค้า 100 รายการ ธุรกิจมีของส่งได้ครบ 94 รายการ จะได้ Service Level = (94 ÷ 100) × 100 = 94%

วิธีอ่านผล: ยิ่งสูงยิ่งแปลว่าลูกค้าได้ของตามที่ต้องการ แต่การทำให้ Service Level สูงมากมักต้องเก็บสต็อกเผื่อเยอะขึ้น ซึ่งดันต้นทุนการเก็บรักษาขึ้นตามไปด้วย เจ้าของธุรกิจจึงต้องหาจุดสมดุลระหว่างระดับบริการกับต้นทุน

6. Order Fulfillment Rate (อัตราการดำเนินการตามคำสั่งซื้อ)

ตัวชี้วัดตัวนี้นั้นจะบอกคำสั่งซื้อทั้งหมด และเราได้ดำเนินการครบตามเกณฑ์ที่กำหนดกี่เปอร์เซ็นต์ เช่น จัดส่งสินค้าได้ครบทุกรายการในออเดอร์นั้น ตัวชี้วัดนี้นั้นไม่ควรสับสนกับ "การจัดส่งตรงเวลา" เพราะส่งครบกับส่งตรงเวลาเป็นคนละเรื่องกัน ออเดอร์หนึ่งอาจส่งครบแต่ช้า หรือส่งทันเวลาแต่ขาดบางรายการก็ได้

สูตรตัวอย่าง:Fulfillment Rate (%) = (จำนวนคำสั่งซื้อที่ดำเนินการได้ครบ ÷ จำนวนคำสั่งซื้อทั้งหมด) × 100

ตัวอย่าง: เดือนนี้มีคำสั่งซื้อ 500 ใบ ส่งครบสมบูรณ์ 465 ใบ จะได้ Fulfillment Rate = (465 ÷ 500) × 100 = 93%

วิธีอ่านผล: ถ้าค่านี้ต่ำ ให้ลองดูว่าสาเหตุมาจากสินค้าไม่พอ หยิบผิด หรือข้อมูลสต็อกไม่ตรง ซึ่งจะโยงไปถึง KPI ตัวอื่นในบทความนี้

7. Inventory Accuracy (ความถูกต้องของข้อมูลสินค้าคงคลัง)

Inventory Accuracy วัดว่าตัวเลขสต็อกในระบบตรงกับสินค้าที่นับได้จริงแค่ไหน ความคลาดเคลื่อนอาจเกิดจากการรับเข้าหรือเบิกจ่ายที่บันทึกผิด สินค้าชำรุดที่ไม่ได้ตัดออก หรือหยิบผิดตำแหน่ง ถ้าข้อมูลสต็อกไม่แม่น KPI ตัวอื่นก็จะไม่แม่นตามไปด้วย จึงถือเป็นพื้นฐานสำคัญ

สูตรตัวอย่าง (วัดจากจำนวนรายการที่ตรงกัน):

Inventory Accuracy (%) = (จำนวนรายการที่ข้อมูลตรงกับของจริง ÷ จำนวนรายการที่ตรวจนับทั้งหมด) × 100

ตัวอย่าง: ตรวจนับ 500 รายการ พบว่าตรงกับระบบ 485 รายการ จะได้ Inventory Accuracy = (485 ÷ 500) × 100 = 97%

วิธีอ่านผล: ต้องกำหนดให้ชัดว่า "ตรง" หมายถึงอะไร เช่น ต้องตรงทุกหน่วย หรือยอมให้คลาดเคลื่อนได้เล็กน้อย แล้วใช้เกณฑ์เดียวกันทุกครั้ง

8. Inventory Shrinkage Rate (อัตราการสูญเสียสินค้าคงคลัง)

Shrinkage คือส่วนต่างระหว่างจำนวนสินค้าตามบันทึกกับจำนวนที่มีอยู่จริง ซึ่งอาจเกิดจากสินค้าสูญหาย เสียหาย หรือความผิดพลาดในการบันทึก

สูตรตัวอย่าง (วัดตามจำนวนหน่วยสินค้า): Shrinkage Rate (%) = (จำนวนสินค้าที่ขาดหาย ÷ จำนวนสินค้าตามบันทึก) × 100

ตัวอย่าง: ตามบันทึกควรมีสินค้า 2,000 ชิ้น แต่นับได้จริงขาดไป 50 ชิ้น จะได้ Shrinkage Rate = (50 ÷ 2,000) × 100 = 2.5%

วิธีอ่านผล: ถ้าตัวเลขสูง ควรไล่ดูสาเหตุแยกตามสินค้าและตำแหน่งจัดเก็บ เพราะบางครั้งปัญหากระจุกอยู่ที่สินค้าบางกลุ่มหรือโซนบางโซนเท่านั้น

9. Demand Forecast Accuracy (ความแม่นยำในการพยากรณ์ความต้องการ)

ก่อนสั่งของ ธุรกิจมักคาดการณ์ไว้ก่อนว่าจะขายได้เท่าไหร่ ความแม่นยำในการพยากรณ์ความต้องการ (demand forecast accuracy) เป็นตัวชี้วัดนี้เอาค่าที่คาดไว้มาเทียบกับยอดขายหรือความต้องการที่เกิดขึ้นจริง เพื่อดูว่าการวางแผนสต็อกของเราแม่นแค่ไหน ถ้าพยากรณ์พลาดบ่อย ก็มักจบที่สินค้าเกินหรือสินค้าขาด

ต้องบอกก่อนว่าไม่มีสูตรวัดความแม่นยำเพียงแบบเดียว ตัวอย่างที่นิยมคือ MAPE (Mean Absolute Percentage Error)

สูตรของ MAPE: MAPE = (100% ÷ n) × Σ |At − Ft| ÷ At

โดย At คือความต้องการจริงในช่วงเวลา t และ Ft คือค่าพยากรณ์ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วน n คือจำนวนช่วงเวลาที่นำมาเทียบ

ตัวอย่าง: 3 เดือนที่ผ่านมา ความต้องการจริงคือ 100, 120, 80 ชิ้น ส่วนค่าพยากรณ์คือ 110, 100, 90 ชิ้น ความคลาดเคลื่อนแต่ละเดือนเป็นสัดส่วนคือ 10÷100 = 0.100, 20÷120 ≈ 0.167 และ 10÷80 = 0.125 เฉลี่ยได้ประมาณ 0.131 หรือ MAPE ≈ 13.1%

วิธีอ่านผล: MAPE เป็นค่าความคลาดเคลื่อน ดังนั้นยิ่งต่ำยิ่งแปลว่าค่าพยากรณ์ใกล้เคียงความต้องการจริง ข้อควรระวังคือถ้าความต้องการจริงเป็นศูนย์หรือใกล้ศูนย์ สูตรนี้จะให้ค่าที่ผิดเพี้ยนหรือคำนวณไม่ได้ ในกรณีนั้นอาจต้องใช้วิธีวัดแบบอื่นแทน

10. Order Picking Accuracy (ความถูกต้องในการหยิบสินค้า)

ตัวชี้วัดนี้วัดว่าตอนหยิบสินค้าเตรียมส่ง ทีมคลังหยิบถูกต้องแค่ไหน ปัญหาที่พบบ่อยคือหยิบผิดรุ่น ผิดจำนวน หรือผิดตำแหน่ง ซึ่งนำไปสู่การส่งของผิดและการคืนสินค้า

สูตรตัวอย่าง:

Picking Accuracy (%) = (จำนวนรายการที่หยิบถูกต้อง ÷ จำนวนรายการที่หยิบทั้งหมด) × 100

ตัวอย่าง: สัปดาห์นี้หยิบสินค้า 2,000 รายการ หยิบถูกต้อง 1,940 รายการ จะได้ Picking Accuracy = (1,940 ÷ 2,000) × 100 = 97%วิธีอ่านผล: การติดตามค่านี้ช่วยชี้จุดที่ควรปรับปรุงในกระบวนการคลังสินค้า เช่น การจัดวางสินค้าที่หน้าตาคล้ายกันใกล้กันเกินไป หรือป้ายตำแหน่งจัดเก็บไม่ชัดเจน

ไป หรือป้ายตำแหน่งจัดเก็บไม่ชัดเจน

Inventory KPI คืออะไร? 10 ตัวชี้วัดสินค้าคงคลังที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ illustration

ควรเลือก Inventory KPI อย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ?

อย่างที่บอกไปตอนต้น คุณไม่จำเป็นต้องติดตามทั้ง 10 ตัวพร้อมกัน เพราะยิ่งมี KPI เยอะ ทีมก็ยิ่งสับสนและไม่มีใครดูจริงจังสักตัว วิธีที่ดีกว่าคือเริ่มจาก "ปัญหาที่อยากแก้" แล้วเลือกตัวชี้วัดที่นำไปสู่การตัดสินใจได้จริง จากนั้นกำหนดว่าใครรับผิดชอบ ข้อมูลมาจากไหน และจะติดตามบ่อยแค่ไหน เช่น รายสัปดาห์หรือรายเดือน

เลือก KPI ตามเป้าหมายที่ต้องการปรับปรุง

ลองจับคู่เป้าหมายกับตัวชี้วัดแบบนี้

  • อยากลดต้นทุนการถือครองสินค้า: ติดตาม Carrying Cost และ DSI

  • อยากลดปัญหาสินค้าขาดสต็อก: ติดตาม Stockout Rate และ Service Level

  • ข้อมูลสต็อกไม่ตรงกับของจริง: เริ่มจาก Inventory Accuracy และ Shrinkage Rate

  • อยากให้การส่งของแม่นยำขึ้น: ติดตาม Order Fulfillment Rate และ Order Picking Accuracy

  • อยากวางแผนสั่งซื้อให้แม่นขึ้น: ติดตาม Demand Forecast Accuracy และ Inventory Turnover

กำหนดค่าเป้าหมายจากข้อมูลจริง

หลายคนถามว่า "ค่าที่ดีควรเป็นเท่าไหร่" คำตอบคือไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ ค่าเป้าหมายควรดูจากประวัติผลงานของธุรกิจเอง ประเภทสินค้า ความผันผวนของความต้องการ ระยะเวลารอสินค้าจากผู้จำหน่าย และระดับบริการที่ต้องการ เช่น ร้านขายสินค้าสดกับโรงงานชิ้นส่วนเครื่องจักรจะมีค่าเป้าหมายต่างกันมาก การเอาตัวเลขของอุตสาหกรรมอื่นมาเป็นเกณฑ์ตรง ๆ จึงอาจทำให้เข้าใจผิดได้

ติดตามแนวโน้มและใช้ KPI ร่วมกัน

การดู KPI ตัวเดียวอาจพาให้ตีความผิด ตัวอย่างเช่น Inventory Turnover สูงขึ้นดูเหมือนข่าวดี แต่ถ้า Stockout Rate สูงขึ้นพร้อมกัน ก็อาจแปลว่าเรากำลังถือสต็อกน้อยเกินไปจนของขาดบ่อย ดังนั้นควรเปรียบเทียบหลายตัวชี้วัดในช่วงเวลาเดียวกัน และดูเป็นแนวโน้มต่อเนื่อง ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขของเดือนใดเดือนหนึ่ง

เริ่มต้นแบบไม่ต้องมีซอฟต์แวร์: ติดตาม KPI ด้วย Excel หรือ Google Sheets

ถ้าธุรกิจของคุณยังเล็กหรือเพิ่งเริ่มจัดระเบียบสต็อก ไม่ต้องรอซื้อระบบก่อนถึงจะเริ่มวัดผลได้ สเปรดชีตที่ออกแบบดี ๆ เพียงไฟล์เดียวก็คำนวณ KPI พื้นฐานได้แล้ว ที่สำคัญคือ อย่าเริ่มด้วยทั้ง 10 ตัว ให้เลือกแค่ 3 ตัวนี้ก่อน
Inventory Accuracy: เพราะถ้าตัวเลขสต็อกไม่ตรงของจริง KPI ตัวอื่นก็ไม่น่าเชื่อถือ
Stockout Rate: ดูว่าเราเสียโอกาสขายเพราะของหมดบ่อยแค่ไหน
Inventory Turnover และ DSI: ดูว่าสินค้าหมุนเร็วหรือค้างนาน และเงินทุนจมอยู่กับสต็อกกี่วัน
เมื่อใช้ทั้ง 3 ตัวนี้จนคล่องแล้ว ค่อยเพิ่ม KPI อื่นตามปัญหาที่เจอ

ขั้นที่ 1: ตั้งชีทสรุปรายเดือน (Turnover และ DSI)

สร้างตารางที่มีคอลัมน์ดังนี้ แล้วกรอกข้อมูลเดือนละ 1 แถว

Column

Meaning

How to get the data

A: เดือน

เช่น ต.ค. 2569

พิมพ์เอง

B: มูลค่าสต็อกต้นเดือน

มูลค่าสินค้าคงเหลือวันแรกของเดือน

จากการนับหรือรายงานสต็อก

C: มูลค่าสต็อกปลายเดือน

มูลค่าสินค้าคงเหลือวันสุดท้ายของเดือน

จากการนับหรือรายงานสต็อก

D: ต้นทุนขายของเดือน

ต้นทุนของสินค้าที่ขายออกไป

จากบัญชีหรือใบเสร็จซื้อสินค้า

E: สต็อกเฉลี่ย

=AVERAGE(B2:C2)

สูตร

F: Turnover (รอบ/เดือน)

=D2/E2

สูตร

G: DSI (วัน)

=(E2/D2)*30

สูตร

ตัวอย่าง: สต็อกต้นเดือน 950,000 บาท ปลายเดือน 1,050,000 บาท ต้นทุนขายของเดือน 500,000 บาท จะได้สต็อกเฉลี่ย 1,000,000 บาท Turnover = 0.5 รอบต่อเดือน (หรือราว 6 รอบต่อปี) และ DSI = 60 วัน

ขั้นที่ 2: ตั้งชีทตรวจนับ (Inventory Accuracy)

ใช้ตอนนับสต็อก เช่น เดือนละครั้ง หรือนับสินค้ากลุ่มสำคัญทุกสัปดาห์
คอลัมน์ A: รหัสสินค้า
คอลัมน์ B: ยอดตามสมุดหรือไฟล์สต็อก
คอลัมน์ C: ยอดที่นับได้จริง
คอลัมน์ D: =IF(B2=C2,1,0) (ตรงกัน = 1 ไม่ตรง = 0)
จากนั้นคำนวณความถูกต้องด้วย =SUM(D2:D501)/COUNTA(A2:A501)*100 ถ้านับ 500 รายการ ตรงกัน 485 รายการ จะได้ 97% ส่วนรายการที่ D เป็น 0 คือรายการที่ต้องไปหาสาเหตุ

ขั้นที่ 3: ตั้งชีทบันทึกของขาด (Stockout Rate)

ทุกครั้งที่ลูกค้าสั่งหรือถามหาสินค้า ให้เพิ่ม 1 แถว
คอลัมน์ A: วันที่
คอลัมน์ B: รหัสสินค้า
คอลัมน์ C: สินค้าหมดหรือไม่ (หมด = 1 มี = 0)
Stockout Rate = =SUM(C2:C401)/COUNTA(A2:A401)*100 เช่น มีการสั่งหรือถามหา 400 ครั้ง สินค้าหมด 12 ครั้ง จะได้ 3%

เคล็ดลับให้สเปรดชีตใช้ได้จริง

ตกลงวิธีนับก่อนเริ่ม เช่น "ตรงกัน" หมายถึงตรงทุกหน่วย และ "ของหมด" นับเมื่อไหร่ แล้วใช้วิธีเดียวกันทุกครั้ง

กำหนดคนรับผิดชอบ แต่ละชีทต้องมีเจ้าของที่กรอกข้อมูลเป็นประจำ

ดูแนวโน้มรายเดือน อย่าดูแค่เดือนเดียว เพราะเดือนที่ขายดีหรือเงียบผิดปกติจะทำให้ตัวเลขเพี้ยน

เมื่อไหร่ควรเลื่อนไปใช้ระบบ

สเปรดชีตเหมาะกับช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อสินค้าหลายรายการ มีหลายคลัง หรือมีรายการเคลื่อนไหวทุกวัน การกรอกมือจะเริ่มช้าและพลาดง่าย หากพบว่าใช้เวลารวบรวมตัวเลขนานกว่าใช้ตัวเลขตัดสินใจ หรือไฟล์แต่ละคนไม่ตรงกัน นั่นคือสัญญาณว่าถึงเวลาพิจารณาระบบบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่เก็บข้อมูลรับเข้า เบิกจ่าย และยอดสต็อกไว้ในที่เดียว

ระบบบริหารจัดการสินค้าคงคลังช่วยติดตาม KPI ได้อย่างไร?

ถ้าข้อมูลสต็อกกระจายอยู่ในไฟล์ Excel หลายไฟล์ การคำนวณ KPI แต่ละครั้งต้องเสียเวลารวบรวมและตรวจทานข้อมูลก่อนทุกที ระบบบริหารจัดการสินค้าคงคลังช่วยรวบรวมข้อมูลการรับเข้า เบิกจ่าย โอนย้าย และตรวจนับสินค้าไว้ในที่เดียว ทำให้นำข้อมูลมาคำนวณและติดตามตัวชี้วัดได้สะดวกขึ้น อย่างไรก็ตาม คุณภาพของผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับความถูกต้องของข้อมูลที่บันทึก และการกำหนดสูตรให้สอดคล้องกันทุกครั้งด้วย

รวมข้อมูลสต็อกไว้ในระบบเดียว

การลดข้อมูลที่กระจัดกระจายในไฟล์หลายชุด ช่วยให้ทุกคนมองเห็นตัวเลขชุดเดียวกัน และเชื่อมโยงข้อมูลสินค้ากับตำแหน่งจัดเก็บหรือธุรกรรมที่เกี่ยวข้องได้ง่ายขึ้น หากคุณต้องการควบคุมและติดตามข้อมูลสต็อกอย่างเป็นระบบ ระบบบริหารจัดการสินค้าคงคลังของ HashMicro เป็นตัวอย่างของแนวทางที่ช่วยรวมข้อมูลการรับเข้า การเบิกจ่าย และยอดสต็อกไว้ในที่เดียว

ติดตามการเคลื่อนไหวสินค้าและความถูกต้องในการทำงาน

เมื่อบันทึกข้อมูลสินค้าและธุรกรรมในคลังอย่างเป็นระบบ ธุรกิจจะตรวจสอบความคลาดเคลื่อนและวิเคราะห์ประสิทธิภาพการทำงานได้ง่ายขึ้น เช่น ดูว่าความคลาดเคลื่อนเกิดที่ขั้นตอนไหน หรือโซนไหนหยิบผิดบ่อย สำหรับธุรกิจที่มีคลังสินค้าซับซ้อน การใช้ ระบบบริหารจัดการคลังสินค้า จะช่วยจัดการตำแหน่งจัดเก็บและกระบวนการหยิบสินค้าให้เป็นระเบียบมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับ KPI อย่าง Order Picking Accuracy และ Inventory Accuracy

ใช้รายงานเพื่อวิเคราะห์และปรับปรุงผลลัพธ์

รายงานและหน้าสรุปข้อมูลช่วยให้ผู้รับผิดชอบเห็นแนวโน้มของ KPI เทียบกับเป้าหมาย และระบุรายการที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติมได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ ระบบแต่ละแบบมีความสามารถไม่เท่ากัน บาง KPI อาจคำนวณได้ในระบบเลย บาง KPI อาจต้องตั้งค่าหรือเตรียมข้อมูลเพิ่มเติมก่อน ควรสอบถามผู้ให้บริการให้ชัดเจนว่าตัวชี้วัดที่คุณต้องการ ระบบรองรับในรูปแบบใด

คุณสามารถติดต่อทีม HashMicro เพื่อขอคำปรึกษา เพื่อประเมินแนวทางที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ หรือขอทดลองใช้งานระบบฟรี หากต้องการดูการทำงานของระบบจริงก่อนตัดสินใจ

สรุป Inventory KPI เครื่องมือวัดผลเพื่อพัฒนาการจัดการสต็อก

Inventory KPI ช่วยให้ธุรกิจประเมินต้นทุน ความพร้อมของสินค้า ความแม่นยำของข้อมูล และประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างเป็นระบบสิ่งสำคัญคือเลือกตัวชี้วัดให้ตรงกับเป้าหมายของธุรกิจ ใช้สูตรและแหล่งข้อมูลเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญที่สุดคือนำผลไปปรับปรุงกระบวนการจริง เพราะ KPI ที่ดูแล้วไม่ได้ทำอะไรต่อ ก็ไม่ต่างจากตัวเลขที่ไม่มีความหมาย

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Inventory KPI สำหรับธุรกิจการผลิตใช้วัดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการวัตถุดิบ งานระหว่างผลิต (WIP) และสินค้าสำเร็จรูป ตัวชี้วัดที่นิยมใช้ ได้แก่ อัตราการหมุนเวียนสินค้าคงคลัง (Inventory Turnover Ratio) ส่วนต่างการใช้วัตถุดิบ (Material Usage Variance) และอัตราการขาดสต็อก (Stockout Rate)

Inventory KPI สำหรับธุรกิจค้าปลีกใช้วัดประสิทธิภาพในการจัดเก็บสินค้า การขาย และการเติมสินค้า ตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ อัตราการหมุนเวียนสินค้าคงคลัง (Inventory Turnover Ratio) อัตราการขายหมด (Sell-Through Rate) อัตราการขาดสต็อก (Stockout Rate) และสินค้าสูญหายหรือเสียหาย (Inventory Shrinkage)

การพยากรณ์ความต้องการสินค้า (Demand Forecasting) คือกระบวนการประเมินความต้องการของลูกค้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคตสำหรับสินค้าหรือบริการ โดยใช้ข้อมูลยอดขายในอดีต แนวโน้มตลาด รูปแบบตามฤดูกาล และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ธุรกิจนำผลการพยากรณ์ไปใช้วางแผนการจัดซื้อ การผลิต การจัดสรรกำลังคน และการเติมสินค้าคงคลัง

Profil author Kritthamet Wongwaraphornkun untuk artikel HashMicro Blog.

HashMicro ยึดตามมาตรฐานบรรณาธิการที่เข้มงวดและใช้แหล่งข้อมูลหลักเพื่อให้เนื้อหาถูกต้องและเกี่ยวข้อง.