HashMicro CRM ราคาเท่าไหร่? รวมค่า Implement และค่าใช้จ่าย | HashMicro Blog
GOLDEN
MONTH
Promo
up to
30%
9 DAYS LEFTLIMITED QUOTA
รับสิทธิ์เลย!จำกัดสำหรับผู้สมัคร 100 คนแรก

HashMicro CRM ราคาเท่าไหร่? รวมค่า Implement และค่าใช้จ่าย

HashMicro CRM ราคาเท่าไหร่? รวมค่า Implement และค่าใช้จ่าย

HashMicro CRM ราคาเท่าไหร่? และธุรกิจต้องเตรียมค่าใช้จ่ายอะไรบ้างก่อนเริ่มใช้งาน? คำตอบไม่ได้มีเพียงค่าซอฟต์แวร์ เพราะการลงทุน CRM ยังอาจเกี่ยวข้องกับค่า Implementation, Data Migration, Customization และ Integration รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามขอบเขตและรูปแบบการใช้งานของแต่ละธุรกิจ

สำหรับ HashMicro ค่าใช้จ่ายจะพิจารณาจาก Requirement และ Scope ของระบบ ที่ธุรกิจต้องการ ไม่ว่าจะเป็น Module ที่เลือกใช้ การปรับแต่ง Workflow การย้ายข้อมูล หรือการเชื่อมต่อกับระบบอื่น ดังนั้นการประเมินงบประมาณจึงควรมองภาพรวมของการใช้งานจริง มากกว่าพิจารณาเฉพาะราคาเริ่มต้น

บทความนี้จะพาไปดูว่า ราคา CRM ประกอบด้วยอะไรบ้าง ค่า Implement ครอบคลุมงานส่วนใด และมีต้นทุนอะไรที่ธุรกิจควรเตรียมเพิ่มเติม พร้อมเจาะโครงสร้างต้นทุนของ HashMicro เพื่อช่วยให้คุณประเมิน Investment และเตรียมข้อมูลสำหรับขอใบเสนอราคาได้อย่างเหมาะสม


สำหรับ HashMicro ค่าใช้จ่ายจะพิจารณาจาก Requirement และ Scope ของระบบ ที่ธุรกิจต้องการ ไม่ว่าจะเป็น Module ที่เลือกใช้ การปรับแต่ง Workflow การย้ายข้อมูล หรือการเชื่อมต่อกับระบบอื่น ดังนั้นการประเมินงบประมาณจึงควรมองภาพรวมของการใช้งานจริง มากกว่าพิจารณาเฉพาะราคาเริ่มต้น

บทความนี้จะพาไปดูว่า ราคา CRM ประกอบด้วยอะไรบ้าง ค่า Implement ครอบคลุมงานส่วนใด และมีต้นทุนอะไรที่ธุรกิจควรเตรียมเพิ่มเติม พร้อมเจาะโครงสร้างต้นทุนของ HashMicro เพื่อช่วยให้คุณประเมิน Investment และเตรียมข้อมูลสำหรับขอใบเสนอราคาได้อย่างเหมาะสม

ประเด็นสำคัญ

ค่า Implement CRM ครอบคลุมมากกว่าการติดตั้ง Software ตั้งแต่การเตรียมและย้าย Cu stomer Data การตั้งค่า Workflow และสิทธิ์ผู้ใช้งาน การปรับแต่งระบบ ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับระบบอื่น โดยขอบเขตงานและค่าใช้จ่ายจะแตกต่างกันตาม Requirement ของแต่ละธุรกิจ

ค่าใช้จ่ายของ HashMicro CRM ควรพิจารณาให้ครบทั้งค่า Software และ Module, Implementation, Data Migration, Customization, Integration รวมถึง Training และต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้เห็น Total Investment ของการนำระบบมาใช้งานจริง

การประเมินราคา CRM ควรมองจาก Scope, Workflow และ Business Requirement ของธุรกิจ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะราคาเริ่มต้น โดยควรคำนึงถึงจำนวนผู้ใช้งาน ระบบที่ต้องเชื่อมต่อ การปรับแต่ง และแผนการขยายธุรกิจในอนาคต

HashMicro CRM ราคาเท่าไหร่?

HashMicro ไม่ได้กำหนดราคา CRM แบบตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ เนื่องจาก Investment ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ Requirement และขอบเขตการใช้งาน ของแต่ละองค์กร ตั้งแต่ Module ที่ต้องการใช้ รูปแบบการติดตั้ง ไปจนถึงการปรับแต่งและการเชื่อมต่อกับระบบอื่น

ดังนั้น หากต้องการทราบราคา HashMicro CRM ที่ตรงกับธุรกิจของคุณ ควรประเมินจาก Scope การใช้งานจริงก่อน แล้วจึงขอใบเสนอราคาตาม Requirement ที่ต้องการ

ทำไม HashMicro จึงไม่มีราคา CRM แบบตายตัว?

ราคา CRM ในประเทศไทยอาจแตกต่างกันตามประเภท Software ผู้ให้บริการ และขอบเขตการใช้งาน ธุรกิจที่ต้องการเพียงระบบจัดการ Customer Data อาจมี Requirement แตกต่างจากองค์กรที่ต้องการเชื่อม CRM เข้ากับ Sales, Accounting, Inventory หรือ POS

สำหรับ HashMicro ราคาจึงพิจารณาตามองค์ประกอบของระบบที่ธุรกิจต้องการ เช่น

  • Module ที่เลือกใช้ ว่าต้องการเฉพาะ CRM หรือใช้งานร่วมกับระบบอื่น

  • รูปแบบการติดตั้ง เช่น Cloud หรือ On-Premise

  • การปรับแต่งระบบ หากมี Workflow หรือ Report ที่เฉพาะกับธุรกิจ

  • การย้ายข้อมูล จาก Excel หรือระบบเดิมเข้าสู่ CRM

  • การเชื่อมต่อระบบอื่น เช่น Website หรือระบบภายในผ่าน API

  • การตั้งค่าระบบและการอบรมทีม เพื่อให้สามารถนำ CRM ไปใช้งานจริงได้

ด้วยเหตุนี้ การดูเพียงราคา Software จึงอาจไม่สะท้อน Total Investment ที่ธุรกิจต้องเตรียมทั้งหมด การระบุ Requirement ให้ชัดเจนก่อนขอใบเสนอราคาจะช่วยให้ประเมินต้นทุนได้ใกล้เคียงกับการใช้งานจริงมากกว่า

ราคา HashMicro คิดจากอะไรบ้าง?

เมื่อ HashMicro ไม่มีราคาตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ ค่าใช้จ่ายจึงควรพิจารณาจาก Scope และ Requirement ที่ต้องการใช้งาน โดยปัจจัยหลักที่อาจทำให้ Investment ของแต่ละธุรกิจแตกต่างกัน ได้แก่

  • ขอบเขต Module: ต้องการใช้เฉพาะ CRM หรือเชื่อมกับระบบอื่น เช่น Sales, Accounting, Inventory และ POS

  • รูปแบบการติดตั้ง: เลือก Cloud หรือ On-Premise ตาม Requirement ขององค์กร

  • Data Migration: ปริมาณและสภาพของข้อมูลจากระบบเดิมที่ต้องนำเข้าสู่ CRM

  • Customization: การปรับ Workflow, Report หรือส่วนอื่นให้เหมาะกับกระบวนการเฉพาะของธุรกิจ

  • Integration: ระบบที่ต้องการเชื่อมต่อกับ CRM และขอบเขตของการเชื่อมต่อ

  • โครงสร้างทีมและสิทธิ์การใช้งาน: จำนวนทีม สาขา และรูปแบบการกำหนดสิทธิ์ที่ต้องการ

  • Training และการนำระบบไปใช้จริง: การเตรียมผู้ใช้งานให้เข้าใจระบบและสามารถนำไปใช้กับ Workflow จริงได้

ดังนั้น การประเมินราคา CRM ควรมอง Scope ทั้งหมดของโครงการ มากกว่าพิจารณาเฉพาะค่าซอฟต์แวร์ เพื่อให้เห็นภาพ Investment ที่ธุรกิจต้องเตรียมได้ครบถ้วน

HashMicro มีโมเดล Unlimited Users หรือไม่?

อีกหนึ่งประเด็นที่ควรพิจารณาเมื่อเปรียบเทียบ CRM คือ รูปแบบการคิดค่าใช้งานตามจำนวน Users เพราะบางระบบคิด License หรือ Subscription เพิ่มตามจำนวนผู้ใช้งาน ยิ่งธุรกิจมีทีม Sales หรือผู้ใช้งานเพิ่ม ต้นทุนส่วนนี้ก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

HashMicro ระบุบนหน้า ERP Software ว่ามีโมเดล “Unlimited users without additional user fees” ซึ่งหมายถึงการไม่คิดค่าธรรมเนียมผู้ใช้งานเพิ่มเติมตามจำนวน Users ภายใต้โมเดลและเงื่อนไขที่กำหนด

โมเดลลักษณะนี้อาจช่วยให้ธุรกิจที่มีผู้ใช้งานจำนวนมากสามารถวางแผนต้นทุนได้ง่ายขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายไม่ได้เพิ่มขึ้นโดยตรงจากการเพิ่มจำนวน Users อย่างไรก็ตาม ควรยืนยันกับทีม HashMicro Sales ประเทศไทยก่อนเผยแพร่ ว่า Policy ดังกล่าวใช้กับ HashMicro CRM ในตลาดไทยและมีเงื่อนไขใดบ้าง

ค่า Implement CRM คืออะไร และทำไมถึงมีผลต่อราคา?

ค่า Implement CRM คือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการนำระบบ CRM มาปรับใช้กับกระบวนการทำงานจริงของธุรกิจ ตั้งแต่การเตรียมข้อมูล การตั้งค่า Workflow ไปจนถึงการเชื่อมต่อระบบที่เกี่ยวข้อง จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการติดตั้ง Software เท่านั้น

ขอบเขตของงาน Implement จะแตกต่างกันไปตาม Requirement ของแต่ละธุรกิจ หากมีข้อมูลจำนวนมาก ระบบเดิมมีความซับซ้อน หรือต้องปรับ Workflow และเชื่อมต่อกับระบบอื่นมากขึ้น ก็อาจทำให้มีขอบเขตงานและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ดังนั้นการประเมินราคา CRM จึงควรพิจารณาค่า Implement ควบคู่กับค่าซอฟต์แวร์

เตรียมและย้าย Customer Data

ก่อนเริ่มใช้งาน CRM ธุรกิจมักต้องนำ Customer Data จาก Excel หรือระบบเดิมเข้าสู่ระบบใหม่ โดยข้อมูลอาจต้องผ่านการตรวจสอบและจัดระเบียบก่อน Migration เพื่อให้พร้อมสำหรับการใช้งานจริง

ขั้นตอนที่เกี่ยวข้องอาจครอบคลุม เช่น

  • ตรวจสอบความครบถ้วนและความถูกต้องของ Customer Data

  • จัดรูปแบบข้อมูลให้เหมาะกับโครงสร้างของ CRM

  • ตรวจสอบข้อมูลซ้ำหรือข้อมูลที่ไม่จำเป็น

  • ย้ายข้อมูลลูกค้าจากระบบเดิมเข้าสู่ CRM

  • ตรวจสอบข้อมูลหลัง Migration เพื่อให้พร้อมใช้งาน

หากข้อมูลมีปริมาณมากหรือมีโครงสร้างแตกต่างจากระบบใหม่ การเตรียมและย้ายข้อมูลก็อาจมีขอบเขตงานมากขึ้น จึงเป็นอีกปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณาเมื่อต้องประเมินค่า Implement CRM

ตั้งค่า Workflow และโครงสร้างทีม

การ Implement CRM ยังรวมถึงการตั้งค่าระบบให้สอดคล้องกับโครงสร้างและกระบวนการทำงานขององค์กร เช่น การกำหนดขั้นตอนของ Lead และ Sales การระบุผู้รับผิดชอบแต่ละ Activity รวมถึงการตั้งสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลตามบทบาทของผู้ใช้งาน

หากองค์กรมีหลายทีม หลายสาขา หรือมีขั้นตอนอนุมัติที่แตกต่างกัน การตั้งค่าก็อาจมีรายละเอียดมากขึ้น และส่งผลต่อขอบเขตของงาน Implement

ปรับแต่งระบบให้เข้ากับธุรกิจ

แต่ละธุรกิจอาจมี Workflow, Report หรือรูปแบบการทำงานเฉพาะที่ไม่สามารถใช้การตั้งค่ามาตรฐานได้ทั้งหมด จึงอาจต้องมีการปรับแต่งระบบเพิ่มเติมเพื่อให้รองรับกระบวนการดังกล่าว

ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ขึ้นอยู่กับ ความซับซ้อนและขอบเขตของงาน เช่น จำนวนกระบวนการที่ต้องปรับแต่ง รายละเอียดของ Report หรือความต้องการเฉพาะของแต่ละองค์กร

เชื่อมต่อกับระบบที่ธุรกิจใช้อยู่

ธุรกิจที่มีระบบอื่นใช้งานอยู่แล้วอาจต้องเชื่อม CRM เข้ากับ Website, Marketplace, Accounting หรือระบบภายใน เพื่อให้ข้อมูลสามารถส่งต่อระหว่างระบบและลดการทำงานซ้ำ

การ Integration อาจทำให้ขอบเขตของงาน Implement เพิ่มขึ้นตามจำนวนระบบและรูปแบบการเชื่อมต่อที่ต้องการ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเชื่อมต่อระบบที่เหมาะสมช่วยให้ข้อมูลและ Workflow ทำงานต่อเนื่องกันมากขึ้น และทำให้ทีมสามารถใช้ข้อมูลจากระบบต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้น

ค่าใช้จ่ายของ HashMicro CRM มีอะไรบ้าง?

การประเมินค่าใช้จ่ายของ HashMicro CRM ควรมองมากกว่าค่าซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว เพราะ Total Investment ยังขึ้นอยู่กับ Module ที่เลือกใช้ ขอบเขตการ Implement การปรับแต่ง และการเชื่อมต่อกับระบบอื่นที่ธุรกิจต้องการ ดังนั้นการกำหนด Requirement ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ประเมินค่าใช้จ่ายได้ตรงกับการใช้งานจริงมากขึ้น

ค่าซอฟต์แวร์และ Module

ค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งมาจากขอบเขตของระบบที่ธุรกิจเลือกใช้งาน โดยควรพิจารณาว่าต้องการใช้เฉพาะ CRM หรือจำเป็นต้องเชื่อมต่อกับ Module อื่นใน Ecosystem ของ HashMicro เช่น Sales, Accounting, Inventory และ POS

การเลือก Module จึงควรพิจารณาจาก Business Requirement และกระบวนการทำงานจริง มากกว่าการเลือกจากจำนวนฟีเจอร์เพียงอย่างเดียว เพราะแต่ละธุรกิจมีความต้องการในการจัดการข้อมูลและ Workflow แตกต่างกัน

ค่า Implementation และการตั้งค่าระบบ

ค่า Implementation ครอบคลุมงานที่ทำให้ CRM พร้อมนำไปใช้กับกระบวนการทำงานของธุรกิจ เช่น การเตรียมและย้ายข้อมูล การตั้งค่า Workflow โครงสร้างทีม ผู้รับผิดชอบ และสิทธิ์การเข้าถึง รวมถึงการเตรียมระบบก่อนนำไปใช้งานจริง

ขอบเขตงานส่วนนี้จะแตกต่างกันตามความซับซ้อนขององค์กรและ Requirement ที่ต้องการ ดังนั้นแม้ธุรกิจจะเลือกใช้ CRM เหมือนกัน แต่ค่า Implement อาจแตกต่างกันได้ตามรูปแบบการทำงานและขอบเขตของโครงการ

ค่า Customization และ Integration

หากธุรกิจมี Workflow, Report หรือกระบวนการทำงานเฉพาะ อาจต้องปรับแต่ง CRM เพิ่มเติมจากการตั้งค่ามาตรฐาน เช่นเดียวกับธุรกิจที่มี Website, Marketplace, Accounting หรือระบบภายในหลายระบบที่ต้องการเชื่อมต่อกับ CRM

ขอบเขตและค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จึงขึ้นอยู่กับ ความซับซ้อนของ Requirement จำนวนระบบที่ต้องเชื่อมต่อ และรูปแบบการทำงานที่ต้องการ ธุรกิจควรระบุระบบเดิมและกระบวนการที่ต้องการเชื่อมต่อให้ชัดเจนตั้งแต่ขั้นตอนประเมินโครงการ เพื่อให้เห็นขอบเขตของงานได้ครบถ้วน

ค่า Training และ Change Management

การมี CRM ที่เหมาะกับธุรกิจไม่ได้หมายความว่าทีมจะสามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพทันที การเตรียมผู้ใช้งานให้เข้าใจ Workflow ใหม่ วิธีบันทึกข้อมูล และการใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ จึงเป็นอีกส่วนที่ควรอยู่ในแผนการ Implement

ต้นทุนส่วนนี้อาจครอบคลุมการอบรมทีม การเตรียมผู้ดูแลระบบ และเวลาในการปรับตัวของผู้ใช้งาน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อ Adoption หากทีมเข้าใจระบบและนำไปใช้ตามกระบวนการที่กำหนดได้จริง ก็ช่วยให้ธุรกิจได้รับผลลัพธ์จากการลงทุน CRM มากขึ้น

นอกจากราคา CRM แล้ว ธุรกิจต้องระวังต้นทุนแฝงอะไรบ้าง?

การเปรียบเทียบราคา CRM จากค่าซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียวอาจทำให้ประเมินงบประมาณต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะธุรกิจยังมีต้นทุนอื่นที่เกิดขึ้นระหว่างการ Implement และใช้งานระบบ หรือที่เรียกว่า Total Cost of Ownership (TCO)

ต้นทุนเหล่านี้บางส่วนอาจไม่ได้อยู่ในใบเสนอราคาโดยตรง แต่ควรนำมาพิจารณาเพื่อให้เห็นภาพ Investment ของ CRM ได้ครบถ้วน

เวลาของทีมภายใน

การนำ CRM มาใช้งานต้องอาศัยเวลาจากทีมภายใน ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมและตรวจสอบ Customer Data ทดสอบ Workflow ตรวจสอบความถูกต้องของระบบ หรือเรียนรู้วิธีการทำงานรูปแบบใหม่

โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทีมอาจต้องแบ่งเวลาออกจากงานประจำเพื่อทำงานที่เกี่ยวข้องกับการ Implement เช่น

  • ตรวจสอบและจัดระเบียบข้อมูลก่อน Migration

  • ทดสอบกระบวนการทำงานและสิทธิ์การใช้งาน

  • ตรวจสอบข้อมูลหลังนำเข้าสู่ระบบ

  • ให้ Feedback เพื่อปรับระบบให้เหมาะกับการใช้งานจริง

  • เรียนรู้และปรับตัวกับ Workflow ใหม่

แม้เวลาเหล่านี้จะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้ผู้ให้บริการโดยตรง แต่ก็เป็นต้นทุนทรัพยากรที่ธุรกิจควรนำมาคิดรวมเมื่อประเมิน TCO ของ CRM

ต้นทุนจากการใช้หลายระบบแยกกัน

หาก CRM, Accounting, Sales หรือระบบอื่น ๆ เป็นคนละระบบ ธุรกิจอาจต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการ Integration เพื่อให้ข้อมูลสามารถส่งต่อระหว่างกันได้ นอกจากนี้ยังมีภาระในการดูแลระบบหลายส่วนและตรวจสอบข้อมูลจากแต่ละระบบ

เมื่อระบบไม่ได้เชื่อมต่อกันอย่างเหมาะสม อาจเกิดปัญหา เช่น การกรอกข้อมูลซ้ำ ข้อมูลระหว่างระบบไม่ตรงกัน หรือทีมต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและส่งต่อข้อมูลด้วยตนเอง

ดังนั้น การประเมินราคา CRM จึงควรมองถึง ต้นทุนของระบบโดยรวมและการทำงานของข้อมูลระหว่างระบบ ไม่ใช่เปรียบเทียบเฉพาะราคาของ Software แต่ละตัว เพราะค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อและดูแลหลายระบบอาจกลายเป็นต้นทุนเพิ่มเติมในระยะยาว

ต้นทุนเมื่อธุรกิจขยายตัว

นอกจากค่าใช้จ่ายในช่วงเริ่มต้น ธุรกิจควรพิจารณาว่าโครงสร้างต้นทุนของ CRM จะเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อองค์กรเติบโตขึ้น เช่น มี Users เพิ่ม เปิด Branches ใหม่ เพิ่ม Module หรือเชื่อมต่อกับระบบอื่นมากขึ้น

การประเมินจึงควรมองทั้ง Investment ในปัจจุบันและต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยพิจารณาว่า

  • การเพิ่ม Users มีผลต่อค่าใช้จ่ายหรือไม่

  • การเพิ่ม Branches ต้องมีการตั้งค่าระบบเพิ่มเติมหรือไม่

  • ในอนาคตจำเป็นต้องเพิ่ม Module ใดบ้าง

  • มีระบบใหม่ที่ต้อง Integration กับ CRM หรือไม่

  • ระบบสามารถรองรับ Workflow ที่ซับซ้อนขึ้นได้มากน้อยเพียงใด

การมองต้นทุนในระยะยาวช่วยให้ธุรกิจเลือก CRM ได้เหมาะกับแผนการเติบโต และลดโอกาสที่ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นโดยไม่คาดคิดเมื่อมีการขยายการใช้งาน

HashMicro CRM เหมาะกับธุรกิจแบบไหน?

HashMicro CRM เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการจัดการ Customer Data และกระบวนการขายให้เป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะองค์กรที่ต้องการให้ CRM ทำงานเชื่อมโยงกับกระบวนการอื่นของธุรกิจ ไม่ใช่เพียงเก็บข้อมูลลูกค้าไว้ในระบบเดียว

SME ที่ต้องการเริ่มจัดการ Customer Data อย่างเป็นระบบ

สำหรับ SME ที่ข้อมูลลูกค้ายังอยู่ใน Spreadsheet, โปรแกรมแชต หรือกระจายอยู่ตามช่องทางต่าง ๆ การนำ CRM มาใช้สามารถช่วยรวม Customer Data ไว้ในระบบกลาง และจัดโครงสร้างการทำงานให้เป็นมาตรฐานมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจสามารถนำข้อมูล Lead และลูกค้ามาจัดการในระบบ พร้อมกำหนดขั้นตอนการติดตาม ผู้รับผิดชอบ และ Activity ที่เกี่ยวข้อง ทำให้ทีมมองเห็นข้อมูลและสถานะของแต่ละรายได้เป็นระบบเดียวกัน

จึงเหมาะกับ SME ที่กำลังเปลี่ยนจากการจัดการข้อมูลแบบกระจัดกระจายไปสู่การทำงานด้วย CRM ที่มี Workflow ชัดเจนและสามารถต่อยอดตามการเติบโตของธุรกิจ

ธุรกิจขนาดกลางที่ต้องการเชื่อมหลายกระบวนการ

เมื่อธุรกิจมีหลายทีมและมีกระบวนการทำงานที่เชื่อมโยงกัน การใช้ CRM เพียงเพื่อจัดเก็บ Customer Data อาจไม่เพียงพอ ธุรกิจอาจต้องการให้ข้อมูลจาก CRM ทำงานต่อเนื่องกับกระบวนการอื่น เช่น Sales, Accounting, Inventory และ POS

HashMicro CRM จึงเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเชื่อมข้อมูลและ Workflow ระหว่างทีม เพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าสามารถส่งต่อไปยังกระบวนการถัดไปได้อย่างเป็นระบบ และลดการทำงานที่ต้องบันทึกหรือส่งต่อข้อมูลระหว่างระบบด้วยตนเอง

องค์กรที่มี Requirement ซับซ้อนและต้องการความยืดหยุ่น

องค์กรที่มีหลายสาขา โครงสร้างทีมหลายระดับ หรือมี Workflow เฉพาะ อาจต้องการ CRM ที่สามารถปรับให้เข้ากับกระบวนการทำงานขององค์กรได้มากกว่าการใช้งานรูปแบบมาตรฐาน

ในกรณีที่มี Requirement เฉพาะ ธุรกิจอาจต้องพิจารณาทั้งการตั้งค่า Workflow, User Permissions, Report, Customization และ Integration เพื่อให้ระบบรองรับการทำงานจริง นอกจากนี้ หากองค์กรมีข้อกำหนดด้านรูปแบบการติดตั้ง เช่น Cloud หรือ On-Premise ก็ควรนำมาพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนประเมิน Requirement และต้นทุนของโครงการด้วย

ดังนั้น สำหรับองค์กรที่มีโครงสร้างการทำงานซับซ้อน การเลือก CRM ควรพิจารณาจากความยืดหยุ่นและความสามารถในการรองรับ Business Requirement ในระยะยาว ควบคู่กับการประเมินค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ทำไม HashMicro CRM จึงแตกต่างในเรื่องโครงสร้างต้นทุน?

การเปรียบเทียบ CRM ไม่ควรดูเพียงว่าระบบใดมีราคาเริ่มต้นต่ำกว่า แต่ควรพิจารณาว่าโครงสร้างค่าใช้จ่ายจะเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อธุรกิจมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น ขยายทีม หรือเชื่อมต่อกระบวนการทำงานมากขึ้น

สำหรับ HashMicro จุดที่ควรนำมาพิจารณาควบคู่กับ Scope ของระบบ คือรูปแบบการคิดค่าใช้งานและความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบธุรกิจอื่น ซึ่งอาจมีผลต่อการวางแผน Total Investment ในระยะยาว

Unlimited Users กับการควบคุมต้นทุนตามจำนวนผู้ใช้งาน

CRM บางรูปแบบคิดค่าบริการตามจำนวน Users ทำให้เมื่อธุรกิจเพิ่มผู้ใช้งาน ต้นทุนด้าน Software อาจเพิ่มขึ้นตามจำนวน License ที่ต้องซื้อ ดังนั้นธุรกิจที่มีทีมขนาดใหญ่หรือมีแผนขยายการใช้งานควรพิจารณาโครงสร้างค่าใช้จ่ายส่วนนี้ตั้งแต่ต้น

HashMicro ระบุโมเดล “Unlimited users without additional user fees” บนหน้า ERP Software ซึ่งหมายถึงไม่มีค่าธรรมเนียมผู้ใช้งานเพิ่มเติมตามจำนวน Users ภายใต้โมเดลและเงื่อนไขที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม ก่อนนำข้อมูลนี้ไปใช้ประกอบการตัดสินใจ ควรตรวจสอบกับทีม HashMicro Sales ประเทศไทยอีกครั้งว่าเงื่อนไขดังกล่าวครอบคลุม HashMicro CRM ในประเทศไทยอย่างไร เพื่อให้สามารถประเมินค่าใช้จ่ายได้ตรงกับข้อเสนอจริงของธุรกิจ

CRM ทำงานร่วมกับระบบธุรกิจใน Ecosystem เดียวกัน

อีกปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณาคือการทำงานร่วมกันระหว่าง CRM กับระบบอื่นในธุรกิจ หาก CRM สามารถเชื่อมต่อกับระบบอย่าง Sales, Accounting, Inventory หรือ POS ภายใน Ecosystem เดียวกัน ธุรกิจอาจลดความซ้ำซ้อนในการจัดการข้อมูลและลดความจำเป็นในการดูแลระบบหลายส่วนแยกจากกันได้ในบางกรณี

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าการใช้ระบบใน Ecosystem เดียวกันจะไม่มีค่า Integration โดยอัตโนมัติ เพราะขอบเขตและค่าใช้จ่ายยังขึ้นอยู่กับ Requirement รูปแบบการเชื่อมต่อ และระบบที่ธุรกิจต้องการใช้งานจริง

ประเมินต้นทุนจาก Scope จริงของธุรกิจ

การเลือก CRM จึงไม่ควรเริ่มจากการหา “ราคาเริ่มต้นที่ถูกที่สุด” เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาว่าระบบที่เลือกสามารถรองรับ Scope และ Workflow ที่ธุรกิจต้องการได้มากน้อยเพียงใด

ก่อนตัดสินใจ ควรประเมินองค์ประกอบสำคัญ เช่น

  • Module และกระบวนการที่ต้องการนำเข้าสู่ระบบ

  • จำนวนทีม Users และโครงสร้างองค์กร

  • การเตรียมและ Migration ข้อมูล

  • Workflow และ Requirement ที่ต้องปรับแต่ง

  • ระบบที่ต้อง Integration

  • Training และการนำระบบไปใช้งานจริง

  • ต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจขยายตัว

การมองภาพรวมเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจประเมิน Total Investment ได้ใกล้เคียงกับการใช้งานจริง และเลือก CRM จากความเหมาะสมกับ Business Requirement มากกว่าตัดสินใจจากราคาเริ่มต้นเพียงตัวเลขเดียว

ก่อนขอใบเสนอราคา HashMicro CRM ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง?

การขอใบเสนอราคา CRM จะช่วยให้ประเมินค่าใช้จ่ายได้ตรงกับการใช้งานจริงมากขึ้น หากธุรกิจเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับทีม กระบวนการทำงาน ระบบเดิม และเป้าหมายของการ Implement ไว้ล่วงหน้า เพราะข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้สามารถกำหนด Scope ของระบบและ Requirement ที่ต้องการได้ชัดเจน

จำนวนผู้ใช้งานและทีมที่เกี่ยวข้อง

ควรระบุจำนวน Users ที่คาดว่าจะใช้งาน CRM และทีมที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการลูกค้า เช่น Sales, Marketing หรือ Customer Service รวมถึงบทบาทของแต่ละทีมในการใช้งานระบบ

ข้อมูลส่วนนี้ช่วยให้ประเมินได้ว่าธุรกิจต้องการโครงสร้าง User Permissions และ Workflow ในลักษณะใด เช่น ใครสามารถดูหรือแก้ไขข้อมูลลูกค้า ใครเป็นผู้รับผิดชอบ Lead และทีมใดต้องทำงานร่วมกันในแต่ละขั้นตอน

หากมีหลายสาขาหรือมีโครงสร้างทีมหลายระดับ ก็ควรแจ้งข้อมูลดังกล่าวตั้งแต่ต้น เพื่อให้การประเมิน Scope ของ CRM ครอบคลุมรูปแบบการทำงานจริงขององค์กร

กระบวนการทำงานที่ต้องการนำเข้าระบบ

ควรเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับ Workflow ปัจจุบัน ตั้งแต่การรับ Lead การติดตามลูกค้า ไปจนถึงการปิดการขายและการดูแลหลังการขาย พร้อมระบุปัญหาที่พบในแต่ละขั้นตอน เช่น ข้อมูลกระจัดกระจาย การติดตามงานไม่ต่อเนื่อง หรือการส่งต่อข้อมูลระหว่างทีมใช้เวลานาน

นอกจากนี้ ควรระบุว่าต้องการให้ CRM เข้ามาช่วยปรับปรุงขั้นตอนใดบ้าง เพื่อให้สามารถกำหนด Workflow และขอบเขตการ Implement ได้ตรงกับกระบวนการทำงานจริง

ระบบและข้อมูลที่ต้องการเชื่อมต่อ

ควรระบุระบบที่ธุรกิจใช้งานอยู่และต้องการเชื่อมต่อกับ CRM เช่น Website, Marketplace, Accounting, POS หรือระบบภายในองค์กร รวมถึงรูปแบบข้อมูลที่ต้องการรับส่งระหว่างระบบ หากมีการ Integration

ในกรณีที่ต้องการย้ายข้อมูลจากระบบเดิม ควรเตรียมรายละเอียดของข้อมูลที่ต้องการ Migration เช่น Customer Data, ประวัติการติดต่อ หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ Sales เพื่อให้สามารถประเมินขอบเขตการเตรียมและย้ายข้อมูลได้อย่างเหมาะสม

เป้าหมายของการ Implement CRM

ก่อนขอใบเสนอราคา ควรกำหนด Outcome ที่ธุรกิจต้องการจากการนำ CRM มาใช้ให้ชัดเจน เพราะเป้าหมายจะช่วยกำหนด Scope และ Requirement ของระบบได้เหมาะสมมากขึ้น

ตัวอย่างเป้าหมายที่ควรระบุ เช่น

  • รวมและจัดการ Customer Data ไว้ในระบบกลาง

  • เพิ่ม Visibility ให้ทีมเห็นสถานะ Lead และกระบวนการขายได้ชัดเจนขึ้น

  • ลดงาน Manual Work และการบันทึกข้อมูลซ้ำ

  • เชื่อม Workflow ระหว่าง Sales, Marketing และ Customer Service

  • เพิ่มความสามารถในการติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า

เมื่อกำหนดเป้าหมายได้ชัดเจน ธุรกิจจะสามารถพูดคุยกับทีม Sales ได้ตรงประเด็นมากขึ้น และประเมินได้ว่า CRM ควรมี Scope และการปรับแต่งในระดับใดจึงจะตอบโจทย์การใช้งานจริง

Checklist ประเมินค่าใช้จ่าย CRM ก่อนตัดสินใจ

ก่อนตัดสินใจเลือก CRM หรือขอใบเสนอราคา ควรตรวจสอบทั้งค่าใช้จ่ายในช่วง Implement และต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว โดยสามารถใช้ Checklist นี้เป็นแนวทางในการเตรียมข้อมูลและประเมิน Scope ของโครงการ

  • ขอบเขต Module ที่ต้องการ: ต้องการใช้เฉพาะ CRM หรือมีแผนเชื่อมต่อกับ Sales, Accounting, Inventory, POS หรือ Module อื่น

  • จำนวน Users และทีมที่ใช้งาน: ระบุจำนวนผู้ใช้งานและทีมที่เกี่ยวข้อง เช่น Sales, Marketing และ Customer Service

  • Cloud หรือ On-Premise: พิจารณารูปแบบการติดตั้งที่เหมาะกับ Requirement และนโยบายด้านระบบขององค์กร

  • Customer Data ที่ต้องย้าย: ตรวจสอบปริมาณ ประเภท และสภาพของข้อมูลจาก Excel หรือระบบเดิมที่ต้อง Migration

  • Workflow ที่ต้องปรับ: ระบุขั้นตอนการทำงานปัจจุบันและกระบวนการที่ต้องการนำเข้าสู่ CRM

  • Customization ที่จำเป็น: ตรวจสอบว่ามี Workflow, Report หรือ Requirement เฉพาะที่ต้องปรับแต่งเพิ่มเติมหรือไม่

  • ระบบที่ต้อง Integration: ระบุ Website, Marketplace, Accounting, POS หรือระบบภายในที่ต้องการเชื่อมต่อ

  • Training และ Support: วางแผนการอบรมและการเตรียมทีมให้พร้อมใช้งาน รวมถึงการสนับสนุนหลังนำระบบไปใช้

  • ค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต: พิจารณาผลกระทบจากการเพิ่ม Users, Branches, Modules หรือ Integration เมื่อธุรกิจขยายตัว

  • Business Outcome ที่ต้องการจาก CRM: กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น รวม Customer Data ลด Manual Work เพิ่ม Visibility หรือเชื่อม Workflow ระหว่างทีม

ยิ่งกำหนดข้อมูลเหล่านี้ได้ชัดเจนมากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยให้ธุรกิจประเมิน Total Investment และเปรียบเทียบ CRM แต่ละตัวจาก Requirement ที่เหมือนกันได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

สรุป HashMicro CRM ราคาเท่าไหร่? ต้องเตรียมค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

ค่าใช้จ่ายของ HashMicro CRM ขึ้นอยู่กับ Requirement และ Scope การใช้งานของแต่ละธุรกิจ โดยสิ่งที่ควรนำมาพิจารณาไม่ได้มีเพียงค่า Software แต่ยังรวมถึง Module, Deployment, Implementation, Data Migration, Customization และ Integration รวมถึงการ Training และการเตรียมทีมให้พร้อมใช้งาน

ดังนั้น การเลือก CRM จึงควรมอง Total Investment ให้ครอบคลุมตั้งแต่การนำระบบไปใช้งานจริง ไปจนถึงต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจมีการขยาย Users, Branches, Modules หรือระบบที่ต้องเชื่อมต่อเพิ่มเติม

จากลักษณะการใช้งาน HashMicro CRM จึงเหมาะกับธุรกิจขนาดกลางไปจนถึงองค์กรที่มี Workflow ซับซ้อน และต้องการให้ CRM ทำงานร่วมกับ Business Systems อื่น เช่น Sales, Accounting, Inventory หรือ POS รวมถึงสามารถปรับระบบให้สอดคล้องกับกระบวนการทำงานขององค์กรได้

หากต้องการประเมินว่า HashMicro CRM เหมาะกับธุรกิจของคุณและมี Scope การใช้งานในระดับใด ควรเตรียม Business Requirement และ Scope ที่ต้องการไว้เบื้องต้น แล้วพูดคุยกับทีม HashMicro เพื่อประเมินรายละเอียดและจัดทำใบเสนอราคาที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง พร้อมขอคำปรึกษาหรือทดลอง Demo ก่อนตัดสินใจ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เพราะแต่ละธุรกิจมีจำนวนผู้ใช้งาน โมดูล Workflow ระบบที่ต้องเชื่อมต่อ และขอบเขตการ Implement แตกต่างกัน จึงไม่สามารถใช้ราคาเดียวประเมินได้ทุกองค์กร

ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการและขอบเขตของแต่ละโครงการ ธุรกิจควรสอบถามให้ชัดเจนว่าราคาเสนอครอบคลุมการตั้งค่าระบบ ย้ายข้อมูล Customization, Integration และ Training ในส่วนใดบ้าง

สามารถนำข้อมูลจากระบบเดิมหรือไฟล์ที่ใช้งานอยู่มาพิจารณาสำหรับการย้ายเข้าสู่ CRM ได้ โดยควรตรวจสอบโครงสร้างและคุณภาพของข้อมูลก่อน เพื่อให้ข้อมูลพร้อมสำหรับการใช้งานจริง

ไม่จำเป็นเสมอไป ขอบเขตการใช้งานควรขึ้นอยู่กับ Business Requirement ขององค์กร ธุรกิจสามารถพิจารณาเริ่มจากกระบวนการที่ต้องการแก้ไขหรือปรับปรุงก่อน แล้วค่อยขยายการใช้งานตามความต้องการในอนาคต

ควรประเมินจาก Total Investment โดยรวมทั้งค่าซอฟต์แวร์ ค่า Implement การย้ายข้อมูล การปรับแต่ง การเชื่อมต่อระบบ การอบรม และค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อขยายระบบ จากนั้นจึงขอใบเสนอราคาตาม Requirement จริงของธุรกิจ



Pimchanok Ariyawanwit

Content Writer

พิมพ์ชนก เป็น SEO Content Specialist ที่มีความสนใจด้าน ERP เทคโนโลยีธุรกิจ และ Digital Transformation ด้วยความรักในการเรียนรู้ การอ่าน และการค้นคว้า เธอมุ่งมั่นในการถ่ายทอดเรื่องซับซ้อนให้เป็นเนื้อหาที่เข้าใจง่าย เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณค่าและนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

HashMicro ยึดตามมาตรฐานบรรณาธิการที่เข้มงวดและใช้แหล่งข้อมูลหลักเพื่อให้เนื้อหาถูกต้องและเกี่ยวข้อง.