EOQ คืออะไร? พร้อมสูตรคำนวณปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสม

EOQ คืออะไร? พร้อมสูตรคำนวณปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสม

EOQ คืออะไร? พร้อมสูตรคำนวณปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสม

การสั่งซื้อสินค้าในปริมาณที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ธุรกิจมีต้นทุนเพิ่มขึ้น หากสั่งมากเกินไปจะเกิดภาระจากการจัดเก็บและเงินทุนที่จมอยู่กับสินค้า ขณะที่การสั่งน้อยเกินไปอาจต้องสั่งซื้อบ่อยและเพิ่มต้นทุนในการดำเนินการ

EOQ (Economic Order Quantity) จึงเป็นแนวคิดที่ช่วยคำนวณปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสมในแต่ละครั้ง โดยพิจารณาจากความต้องการสินค้า ต้นทุนการสั่งซื้อ และต้นทุนการจัดเก็บ เพื่อช่วยให้ธุรกิจวางแผนการสั่งซื้อและบริหารสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

EOQ (Economic Order Quantity) จึงเป็นแนวคิดที่ช่วยคำนวณปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสมในแต่ละครั้ง โดยพิจารณาจากความต้องการสินค้า ต้นทุนการสั่งซื้อ และต้นทุนการจัดเก็บ เพื่อช่วยให้ธุรกิจวางแผนการสั่งซื้อและบริหารสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ประเด็นสำคัญ

EOQ คือแนวคิดที่ช่วยกำหนดปริมาณการสั่งซื้อสินค้าในแต่ละครั้งให้เหมาะสม โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างต้นทุนการสั่งซื้อและต้นทุนการจัดเก็บสินค้า

การคำนวณ EOQ ใช้ข้อมูลสำคัญ เช่น ความต้องการสินค้าต่อปี ต้นทุนการสั่งซื้อ และต้นทุนการจัดเก็บ เพื่อนำมาหาปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสม

การนำ EOQ มาใช้ช่วยให้ธุรกิจวางแผนการสั่งซื้อได้เป็นระบบมากขึ้น และช่วยควบคุมต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าคงคลัง

EOQ คืออะไร?

EOQ (Economic Order Quantity) คือแนวคิดที่ใช้คำนวณปริมาณสินค้าที่ธุรกิจควรสั่งซื้อในแต่ละครั้ง เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่าง ต้นทุนการสั่งซื้อ (Ordering Cost) และ ต้นทุนการจัดเก็บสินค้า (Holding Cost) โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยควบคุมต้นทุนรวมที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสินค้าคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

แนวคิดของ EOQ มองว่าการสั่งซื้อสินค้าแต่ละครั้งมีต้นทุนที่เกิดขึ้น หากสั่งซื้อจำนวนน้อย ธุรกิจอาจต้องสั่งซื้อบ่อยและมีต้นทุนการสั่งซื้อสะสมสูง ในทางกลับกัน หากสั่งซื้อครั้งละจำนวนมาก แม้จะลดความถี่ในการสั่งซื้อได้ แต่ก็อาจทำให้มีสินค้าอยู่ในคลังมากขึ้นและเพิ่มต้นทุนการถือครอง

ดังนั้น EOQ จึงช่วยหาจุดสมดุลว่า “ควรสั่งซื้อสินค้าแต่ละครั้งประมาณเท่าไร” โดยอาศัยข้อมูลความต้องการสินค้าและต้นทุนที่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบการคำนวณ ทั้งนี้ EOQ เป็นแนวทางสำหรับวางแผนปริมาณการสั่งซื้อ ไม่ใช่ตัวเลขที่ต้องนำไปใช้แบบตายตัว เพราะธุรกิจยังควรพิจารณาปัจจัยอื่น เช่น Lead Time พื้นที่จัดเก็บ และความผันผวนของ Demand ร่วมด้วย

EOQ ย่อมาจากอะไร และมีความหมายอย่างไร?

EOQ ย่อมาจาก Economic Order Quantity หรือ “ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัดที่สุด” เป็นแนวคิดทางการจัดการสินค้าคงคลังที่ใช้หาปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสมในแต่ละครั้ง โดยพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการสินค้าและต้นทุนที่เกิดจากการสั่งซื้อและการจัดเก็บ

คำว่า Economic Order Quantity สามารถทำความเข้าใจได้จาก 3 ส่วนหลัก

  • Economic หมายถึง การคำนึงถึงความคุ้มค่าทางต้นทุน

  • Order หมายถึง การสั่งซื้อสินค้าเข้ามาเติมในคลัง

  • Quantity หมายถึง ปริมาณสินค้าที่สั่งซื้อในแต่ละครั้ง

เมื่อรวมกัน EOQ จึงไม่ได้มุ่งตอบเพียงว่า “ควรซื้อสินค้าเมื่อไร” แต่เน้นตอบคำถามว่า “ควรสั่งซื้อครั้งละกี่หน่วยจึงจะเหมาะสมกับต้นทุน” ส่วนคำถามเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ควรสั่งซื้อจะเกี่ยวข้องกับแนวคิดอื่น เช่น Reorder Point ซึ่งสามารถนำมาใช้ร่วมกับ EOQ ในการวางแผนสินค้าคงคลังได้

EOQ ช่วยแก้ปัญหาอะไรในการจัดการสินค้าคงคลัง?

ในทางปฏิบัติ ธุรกิจอาจพบปัญหาจากการกำหนดปริมาณสั่งซื้อโดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เช่น สั่งซื้อครั้งละมากเกินไปเพราะต้องการลดจำนวนครั้งในการสั่งซื้อ หรือสั่งซื้อครั้งละน้อยเพื่อลดปริมาณสินค้าในคลัง แต่กลับต้องทำรายการสั่งซื้อบ่อยขึ้น

EOQ ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนทั้งสองด้าน และใช้ข้อมูลมาประกอบการกำหนดปริมาณการสั่งซื้ออย่างเป็นระบบมากขึ้น

ปัญหาที่ EOQ ช่วยให้ธุรกิจวางแผนได้ดีขึ้น ได้แก่

  • สั่งซื้อครั้งละมากเกินไป อาจทำให้มีสินค้าคงคลังสูง ใช้พื้นที่จัดเก็บมาก และเกิดต้นทุนการถือครองเพิ่มขึ้น

  • สั่งซื้อครั้งละน้อยเกินไป อาจทำให้ต้องสั่งซื้อหลายครั้ง ส่งผลให้ Ordering Cost สะสมสูงขึ้น

  • ไม่มีหลักเกณฑ์ในการกำหนดปริมาณสั่งซื้อ การตัดสินใจจากการคาดเดาหรือประสบการณ์เพียงอย่างเดียวอาจทำให้ปริมาณสั่งซื้อไม่สอดคล้องกับความต้องการและต้นทุนจริง

  • ควบคุมต้นทุนสินค้าคงคลังได้ยาก เมื่อไม่ได้พิจารณาต้นทุนการสั่งซื้อและการจัดเก็บร่วมกัน ธุรกิจอาจลดต้นทุนด้านหนึ่ง แต่กลับเพิ่มต้นทุนอีกด้านโดยไม่รู้ตัว

ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจใช้สินค้าชนิดหนึ่งในปริมาณค่อนข้างสม่ำเสมอ การสั่งซื้อครั้งละ 100 หน่วยอาจทำให้ต้องสั่งซื้อบ่อย ขณะที่การสั่งครั้งละ 2,000 หน่วยอาจทำให้มีสินค้าค้างคลังเป็นเวลานาน EOQ จะช่วยคำนวณปริมาณที่เหมาะสมจากข้อมูล Demand, Ordering Cost และ Holding Cost เพื่อใช้เป็นจุดอ้างอิงในการวางแผนสั่งซื้อ

อย่างไรก็ตาม EOQ ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะต้องสั่งซื้อในปริมาณดังกล่าวทุกครั้งโดยไม่ปรับเปลี่ยน แต่ควรใช้เป็น ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และพิจารณาร่วมกับสถานการณ์จริง เช่น ปริมาณการขาย ระยะเวลารอสินค้า โปรโมชั่นตามฤดูกาล และข้อจำกัดด้านพื้นที่คลังสินค้า

สูตรคำนวณ EOQ มีอะไรบ้าง?

การคำนวณ EOQ ใช้สูตรมาตรฐานที่อาศัยข้อมูลหลัก 3 ส่วน ได้แก่ ความต้องการสินค้าต่อปี ต้นทุนการสั่งซื้อแต่ละครั้ง และต้นทุนการจัดเก็บสินค้าต่อหน่วยต่อปี เพื่อหาปริมาณการสั่งซื้อที่ช่วยสร้างสมดุลระหว่างต้นทุนการสั่งซื้อและต้นทุนการถือครองสินค้า

สูตร EOQ คือ

EOQ = √(2DS / H)

โดย

  • D = Demand ความต้องการสินค้าต่อปี

  • S = Ordering Cost ต้นทุนการสั่งซื้อสินค้าแต่ละครั้ง

  • H = Holding Cost ต้นทุนการจัดเก็บสินค้าต่อหน่วยต่อปี

เมื่อมีข้อมูลทั้ง 3 ตัวแปร ธุรกิจสามารถนำมาแทนค่าในสูตรเพื่อคำนวณปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสมได้ อย่างไรก็ตาม ก่อนคำนวณควรตรวจสอบหน่วยของข้อมูลให้สอดคล้องกัน เช่น หาก Demand เป็นหน่วยต่อปี ต้นทุนการจัดเก็บก็ควรเป็นต้นทุนต่อหน่วยต่อปี เพื่อให้ผลลัพธ์สามารถนำไปใช้งานได้อย่างถูกต้อง

Demand (D) คืออะไร?

Demand (D) คือความต้องการสินค้าของธุรกิจภายในช่วงเวลาที่กำหนด โดยสูตร EOQ มาตรฐานจะใช้ Demand ต่อปี เป็นข้อมูลหลักในการคำนวณ เช่น ธุรกิจคาดว่าจะใช้หรือขายสินค้า 10,000 หน่วยต่อปี ค่า D ที่ใช้ในสูตรจึงเท่ากับ 10,000

ข้อมูล Demand ควรสะท้อนความต้องการสินค้าของธุรกิจให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด โดยสามารถพิจารณาจากข้อมูล เช่น

  • ยอดขายหรือปริมาณการใช้สินค้าในอดีต

  • แผนการขายหรือประมาณการความต้องการสินค้า

  • แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ

  • ฤดูกาลหรือช่วงเวลาที่ความต้องการสินค้าเปลี่ยนแปลง

Demand มีผลโดยตรงต่อค่า EOQ เพราะเมื่อความต้องการสินค้าต่อปีเพิ่มขึ้น ปริมาณ EOQ ที่เหมาะสมก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น หากใช้ข้อมูล Demand ที่เก่าหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ผลการคำนวณก็อาจไม่เหมาะกับการนำไปใช้วางแผนสั่งซื้อ

Ordering Cost (S) คืออะไร?

Ordering Cost (S) คือ ต้นทุนที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่ธุรกิจดำเนินการสั่งซื้อสินค้า โดยไม่จำเป็นต้องหมายถึงราคาของสินค้า แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสั่งซื้อแต่ละครั้ง

ตัวอย่าง Ordering Cost ได้แก่

  • ค่าใช้จ่ายในการจัดทำและดำเนินการใบสั่งซื้อ

  • ค่าใช้จ่ายในการประสานงานกับซัพพลายเออร์

  • ค่าใช้จ่ายด้านเอกสารและกระบวนการจัดซื้อ

  • ค่าใช้จ่ายในการตรวจรับสินค้า

  • ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นรายครั้งจากการสั่งซื้อ

Ordering Cost มีความสัมพันธ์กับปริมาณการสั่งซื้อ หากต้นทุนการสั่งซื้อแต่ละครั้งสูง การสั่งซื้อในปริมาณที่มากขึ้นอาจช่วยลดจำนวนครั้งที่ต้องสั่งซื้อและกระจายต้นทุนดังกล่าวออกไปได้ ส่งผลให้ค่า EOQ มีแนวโน้มสูงขึ้น

ดังนั้น ธุรกิจควรประเมิน Ordering Cost ต่อการสั่งซื้อหนึ่งครั้งอย่างเหมาะสม เพื่อให้ตัวเลขที่นำไปคำนวณสะท้อนต้นทุนจริงมากที่สุด

Holding Cost (H) คืออะไร?

Holding Cost (H) หรือ Inventory Holding Cost คือ ต้นทุนที่เกิดจากการถือครองและจัดเก็บสินค้าไว้ในคลัง โดยสูตร EOQ จะใช้ต้นทุน ต่อหน่วยต่อปี เป็นข้อมูลในการคำนวณ

ต้นทุนดังกล่าวอาจประกอบด้วย

  • ค่าใช้พื้นที่คลังสินค้า

  • ค่าอุปกรณ์และการดูแลรักษาสินค้า

  • ค่าแรงที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บและดูแลสินค้า

  • ค่าเสียหายหรือสูญเสียระหว่างการจัดเก็บ

  • ต้นทุนจากสินค้าที่เสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือหมดอายุ

  • ต้นทุนเงินทุนที่ผูกอยู่กับสินค้าคงคลัง

Holding Cost มีความสัมพันธ์กับปริมาณสินค้าที่ธุรกิจถือครอง หากต้นทุนการจัดเก็บต่อหน่วยสูง การสั่งซื้อครั้งละมาก ๆ อาจทำให้ต้นทุนการถือครองเพิ่มขึ้น ดังนั้นค่า EOQ จึงมีแนวโน้มลดลงเมื่อ Holding Cost สูงขึ้น เพื่อช่วยจำกัดปริมาณสินค้าที่ต้องเก็บไว้ในคลัง

กล่าวโดยสรุป D, S และ H เป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้ EOQ สามารถสะท้อนสมดุลระหว่างความต้องการสินค้า ต้นทุนการสั่งซื้อ และต้นทุนการจัดเก็บ เมื่อธุรกิจมีข้อมูลเหล่านี้ครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน ก็สามารถนำไปคำนวณ EOQ และใช้เป็นแนวทางประกอบการวางแผนสั่งซื้อได้อย่างมีหลักเกณฑ์มากขึ้น

ตัวอย่างการคำนวณ EOQ ทำอย่างไร?

เมื่อเข้าใจตัวแปรในสูตรแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำข้อมูลของธุรกิจมาแทนค่าเพื่อหา EOQ หรือปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสมในแต่ละครั้ง ตัวอย่างต่อไปนี้ใช้ข้อมูลสมมติ เพื่อให้เห็นวิธีคำนวณตั้งแต่การเตรียมข้อมูลจนถึงการแปลความหมายของผลลัพธ์

ตัวอย่างคำนวณ EOQ จากข้อมูลของธุรกิจ

สมมติว่าธุรกิจแห่งหนึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าชนิดหนึ่งดังนี้

  • Demand (D) = 10,000 หน่วยต่อปี

  • Ordering Cost (S) = 500 บาทต่อการสั่งซื้อ 1 ครั้ง

  • Holding Cost (H) = 20 บาทต่อหน่วยต่อปี

จากสูตร

EOQ = √(2DS / H)

นำข้อมูลมาแทนค่าได้ดังนี้

EOQ = √(2 × 10,000 × 500 / 20)

EOQ = √500,000

EOQ ≈ 707 หน่วย

ดังนั้น ปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสมตามแบบจำลอง EOQ คือ ประมาณ 707 หน่วยต่อครั้ง

ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจำเป็นต้องสั่งสินค้า 707 หน่วยทุกครั้งในทุกสถานการณ์ แต่เป็นปริมาณอ้างอิงที่ช่วยให้เห็นระดับการสั่งซื้อที่เหมาะสมเมื่อพิจารณาจาก Demand, Ordering Cost และ Holding Cost ตามข้อมูลที่กำหนด

หากนำ EOQ ไปใช้จริง ธุรกิจควรตรวจสอบเพิ่มเติมว่าสินค้ามีข้อจำกัดด้านการสั่งซื้อหรือไม่ เช่น ซัพพลายเออร์กำหนดจำนวนขั้นต่ำในการสั่งซื้อ (Minimum Order Quantity: MOQ) มีส่วนลดเมื่อซื้อจำนวนมาก หรือมีข้อจำกัดด้านพื้นที่จัดเก็บ เพราะปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ปริมาณสั่งซื้อจริงแตกต่างจากค่า EOQ

ผลลัพธ์ EOQ บอกอะไรกับธุรกิจ?

จากตัวอย่าง ค่า EOQ ประมาณ 707 หน่วยต่อครั้ง หมายถึง ธุรกิจสามารถใช้ตัวเลขนี้เป็นแนวทางในการกำหนดปริมาณสินค้าที่ควรสั่งซื้อในแต่ละครั้ง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างต้นทุนการสั่งซื้อและต้นทุนการถือครองสินค้าตามสมมติฐานของสูตร

ประโยชน์ของการมีตัวเลข EOQ เป็นจุดอ้างอิง คือช่วยให้ทีมจัดซื้อไม่จำเป็นต้องกำหนดปริมาณสั่งซื้อจากการคาดเดาเพียงอย่างเดียว และสามารถนำข้อมูลด้านต้นทุนมาใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม EOQ ตอบคำถามว่า “ควรสั่งซื้อครั้งละเท่าไร” ไม่ได้ตอบว่า “ควรสั่งซื้อเมื่อไร” ดังนั้น ในการวางแผนสินค้าคงคลัง ธุรกิจควรพิจารณาข้อมูลอื่นร่วมด้วย เช่น

  • Reorder Point (ROP) เพื่อกำหนดระดับสินค้าที่ควรเริ่มสั่งซื้อ

  • Safety Stock เพื่อรองรับความผันผวนของ Demand หรือ Lead Time

  • Lead Time เพื่อประเมินระยะเวลาที่ต้องรอสินค้าจากซัพพลายเออร์

  • MOQ และเงื่อนไขการจัดซื้อ เพื่อให้ปริมาณที่คำนวณได้สอดคล้องกับข้อกำหนดของซัพพลายเออร์

  • พื้นที่และต้นทุนคลังสินค้า เพื่อไม่ให้ปริมาณการสั่งซื้อสร้างภาระในการจัดเก็บมากเกินไป

ดังนั้น EOQ จึงควรถูกมองเป็น เครื่องมือช่วยวางแผนปริมาณการสั่งซื้อ มากกว่าตัวเลขตายตัว โดยธุรกิจควรนำผลลัพธ์ไปพิจารณาร่วมกับข้อมูลสินค้าคงคลังและเงื่อนไขการดำเนินงานจริง เพื่อให้การจัดซื้อเหมาะสมทั้งในด้านต้นทุนและการบริหารสต็อก

EOQ มีประโยชน์อย่างไรต่อการจัดการสินค้าคงคลัง?

EOQ ช่วยให้ธุรกิจมีหลักเกณฑ์ในการกำหนดปริมาณการสั่งซื้อ โดยพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการสินค้า ต้นทุนการสั่งซื้อ และต้นทุนการจัดเก็บเข้าด้วยกัน ทำให้การวางแผนจัดซื้อสามารถคำนึงถึงทั้งต้นทุนและปริมาณสินค้าในคลังได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

ช่วยควบคุมต้นทุนการสั่งซื้อและจัดเก็บ

การสั่งซื้อสินค้าบ่อยครั้งอาจทำให้ Ordering Cost สะสมเพิ่มขึ้น เช่น ค่าใช้จ่ายในการจัดทำเอกสาร ประสานงานกับซัพพลายเออร์ และกระบวนการรับสินค้า ขณะที่การสั่งซื้อครั้งละจำนวนมากเกินไปอาจทำให้ Holding Cost สูงขึ้นจากการต้องเก็บสินค้าไว้นานและใช้พื้นที่คลังมากขึ้น

EOQ จึงช่วยหาจุดสมดุลระหว่างต้นทุนทั้งสองด้าน โดยพิจารณาว่าควรสั่งซื้อในปริมาณเท่าใดจึงจะเหมาะสมกับข้อมูล Demand และต้นทุนที่เกิดขึ้น

หากธุรกิจมีค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อแต่ละครั้งสูง การสั่งซื้อในปริมาณที่มากขึ้นอาจช่วยลดจำนวนครั้งในการสั่งซื้อได้ ในทางกลับกัน หากต้นทุนการจัดเก็บสูง การสั่งซื้อครั้งละมากเกินไปก็อาจเพิ่มภาระให้กับธุรกิจ ดังนั้น EOQ จึงช่วยให้เห็นผลกระทบของการตัดสินใจด้านปริมาณสั่งซื้อได้ชัดเจนขึ้น

ช่วยวางแผนการสั่งซื้อสินค้า

EOQ สามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับกำหนด ปริมาณการสั่งซื้อในแต่ละครั้ง ทำให้ทีมจัดซื้อมีหลักเกณฑ์ในการวางแผนมากกว่าการอาศัยการคาดเดาหรือประสบการณ์เพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างเช่น หากคำนวณได้ว่า EOQ อยู่ที่ประมาณ 707 หน่วย ธุรกิจสามารถนำตัวเลขดังกล่าวไปใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการกำหนดปริมาณสั่งซื้อ แล้วพิจารณาปัจจัยอื่นเพิ่มเติม เช่น ยอดขายปัจจุบัน Lead Time, MOQ ของซัพพลายเออร์ และพื้นที่จัดเก็บ

การมีปริมาณอ้างอิงยังช่วยให้ธุรกิจเปรียบเทียบและปรับแผนการจัดซื้อได้ง่ายขึ้นเมื่อข้อมูลเปลี่ยนแปลง เช่น เมื่อ Demand เพิ่มขึ้นหรือต้นทุนการจัดเก็บเปลี่ยนไป ธุรกิจสามารถนำข้อมูลใหม่มาคำนวณ EOQ อีกครั้งเพื่อให้ปริมาณสั่งซื้อสอดคล้องกับสถานการณ์มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม EOQ ไม่ควรถูกใช้เป็นเกณฑ์เดียวในการตัดสินใจ เพราะการวางแผนจัดซื้อยังต้องพิจารณาว่า ควรสั่งเมื่อไร และต้องมีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องใช้ข้อมูลอย่าง Reorder Point และ Safety Stock ประกอบกัน

ช่วยบริหารพื้นที่และทรัพยากรในคลังสินค้า

ปริมาณสินค้าที่สั่งซื้อในแต่ละครั้งมีผลโดยตรงต่อการใช้พื้นที่และทรัพยากรในคลังสินค้า หากสั่งซื้อครั้งละมากเกินความจำเป็น สินค้าอาจใช้พื้นที่จัดเก็บเพิ่มขึ้น และทำให้เกิดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการถือครองสินค้า เช่น ค่าเช่าหรือดูแลพื้นที่ ค่าแรงในการจัดการสินค้า รวมถึงความเสี่ยงจากสินค้าเสียหาย เสื่อมสภาพ หรือล้าสมัย

การใช้ EOQ เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนจึงช่วยให้ธุรกิจประเมินปริมาณสินค้าที่ต้องนำเข้าคลังในแต่ละครั้งได้เหมาะสมขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีการสั่งซื้อเป็นประจำและมีข้อมูล Demand ค่อนข้างชัดเจน

นอกจากนี้ เมื่อรู้ปริมาณสั่งซื้อโดยประมาณ ธุรกิจยังสามารถนำข้อมูลไปวางแผนทรัพยากรในคลัง เช่น พื้นที่จัดเก็บ อุปกรณ์ และกำลังคนสำหรับการรับเข้าและจัดเก็บสินค้าได้ดีขึ้น

ดังนั้น EOQ จึงไม่ได้ช่วยเฉพาะฝ่ายจัดซื้อ แต่ยังเป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกับการบริหารคลังสินค้าและต้นทุนโดยรวมของธุรกิจ โดยควรนำไปใช้ร่วมกับข้อมูล Stock Movement, Demand, Lead Time และพื้นที่จัดเก็บ เพื่อให้การจัดการสินค้าคงคลังสอดคล้องกับการดำเนินงานจริง

EOQ มีข้อจำกัดหรือสิ่งที่ต้องระวังอะไรบ้าง?

แม้ EOQ จะช่วยกำหนดปริมาณการสั่งซื้อโดยอ้างอิงจาก Demand และต้นทุนที่เกี่ยวข้อง แต่ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับข้อมูลและสมมติฐานที่นำมาใช้คำนวณ ดังนั้น ธุรกิจไม่ควรมองค่า EOQ เป็นตัวเลขตายตัว แต่ควรนำไปพิจารณาร่วมกับสถานการณ์จริงของสินค้าและการดำเนินงาน

ความต้องการสินค้าอาจเปลี่ยนแปลง

สูตร EOQ ใช้ Demand เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญ หากความต้องการสินค้าของธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ค่า EOQ ที่คำนวณจากข้อมูลในอดีตอาจไม่สะท้อนความต้องการในปัจจุบัน

ตัวอย่างเช่น สินค้าบางประเภทอาจมียอดขายเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาล มีความต้องการตามฤดูกาล หรือได้รับความนิยมจากเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากใช้ Demand เฉลี่ยจากช่วงเวลาที่ผ่านมาเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ปริมาณการสั่งซื้อไม่เหมาะกับสถานการณ์จริง

ธุรกิจจึงควรพิจารณาข้อมูลประกอบ เช่น

  • ยอดขายหรือปริมาณการใช้สินค้าในช่วงล่าสุด

  • แนวโน้มความต้องการของลูกค้า

  • ฤดูกาลและช่วงเทศกาล

  • แผนโปรโมชั่นหรือกิจกรรมทางการตลาด

  • การเปลี่ยนแปลงของตลาดหรือพฤติกรรมผู้บริโภค

เมื่อ Demand เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ควรทบทวนข้อมูลและคำนวณ EOQ ใหม่ เพื่อให้ปริมาณสั่งซื้อสอดคล้องกับสถานการณ์มากขึ้น

ต้นทุนที่ใช้คำนวณอาจเปลี่ยนแปลง

นอกจาก Demand แล้ว ค่า Ordering Cost และ Holding Cost ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน หากธุรกิจนำข้อมูลต้นทุนเดิมมาใช้เป็นเวลานาน ผลลัพธ์ EOQ อาจไม่สะท้อนต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง

ตัวอย่างเช่น หากกระบวนการจัดซื้อมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการทำงาน หรือค่าจัดเก็บสินค้าเพิ่มขึ้นจากการขยายพื้นที่คลัง ค่า EOQ ที่คำนวณจากต้นทุนเดิมอาจไม่ใช่ปริมาณที่เหมาะสมอีกต่อไป

ธุรกิจจึงควรตรวจสอบข้อมูลที่ใช้คำนวณเป็นระยะ โดยเฉพาะเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น

  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นหรือลดลง

  • ค่าเช่าหรือค่าใช้พื้นที่คลังสินค้าเปลี่ยนแปลง

  • ค่าแรงหรือค่าใช้จ่ายในการจัดการสินค้าเพิ่มขึ้น

  • สินค้ามีความเสี่ยงเสียหายหรือเสื่อมสภาพมากขึ้น

  • รูปแบบการจัดซื้อหรือเงื่อนไขจากซัพพลายเออร์เปลี่ยนไป

การทบทวนข้อมูลอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ค่า EOQ ยังคงเป็นข้อมูลอ้างอิงที่เหมาะสม และลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่ล้าสมัย

EOQ ไม่ได้บอกจุดที่ควรสั่งซื้อ

ข้อจำกัดที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ EOQ บอกว่าควรสั่งซื้อครั้งละเท่าไร แต่ไม่ได้บอกว่าควรสั่งซื้อเมื่อไร

ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจคำนวณได้ว่า EOQ เท่ากับ 707 หน่วย ตัวเลขนี้ใช้เป็นแนวทางในการกำหนด ปริมาณการสั่งซื้อแต่ละครั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อสินค้าคงเหลือเหลือ 707 หน่วยแล้วจึงต้องทำการสั่งซื้อ

ส่วนการกำหนดว่า ควรเริ่มสั่งซื้อเมื่อสินค้าคงเหลืออยู่ที่ระดับใด เป็นหน้าที่ของ Reorder Point (ROP) ซึ่งต้องพิจารณาข้อมูลอื่น เช่น Demand ระหว่างรอสินค้าและ Lead Time ของซัพพลายเออร์

ในขณะเดียวกัน หากธุรกิจต้องการมีสินค้าสำรองเพื่อรองรับความผันผวนของ Demand หรือความล่าช้าในการจัดส่ง ก็สามารถใช้ Safety Stock เข้ามาประกอบการวางแผนได้

จึงสามารถแยกบทบาทของแต่ละแนวคิดได้ง่าย ๆ ดังนี้

  • EOQ: ควรสั่งซื้อครั้งละเท่าไร

  • Reorder Point: ควรเริ่มสั่งซื้อเมื่อไร

  • Safety Stock: ควรมีสินค้าเผื่อสำรองไว้เท่าไร

การแยกบทบาทของข้อมูลเหล่านี้ให้ชัดเจนจะช่วยให้ธุรกิจนำ EOQ ไปใช้ได้เหมาะสมมากขึ้น และไม่พึ่งพาตัวเลข EOQ เพียงอย่างเดียวในการวางแผนสินค้าคงคลัง

EOQ ต่างจาก Reorder Point และ Safety Stock อย่างไร?

EOQ, Reorder Point และ Safety Stock ล้วนเป็นแนวคิดที่ใช้ในการวางแผนและจัดการสินค้าคงคลัง แต่มีหน้าที่แตกต่างกัน โดย EOQ เน้นการกำหนด ปริมาณสินค้าที่ควรสั่งซื้อในแต่ละครั้ง ส่วน Reorder Point เน้นการกำหนด จังหวะที่ควรเริ่มสั่งซื้อ และ Safety Stock ใช้สำหรับกำหนด ปริมาณสินค้าสำรองเพื่อรองรับความไม่แน่นอน

EOQ, Reorder Point และ Safety Stock ล้วนเป็นแนวคิดที่ใช้ในการวางแผนและจัดการสินค้าคงคลัง แต่มีหน้าที่แตกต่างกัน โดย EOQ เน้นการกำหนด ปริมาณสินค้าที่ควรสั่งซื้อในแต่ละครั้ง ส่วน Reorder Point เน้นการกำหนด จังหวะที่ควรเริ่มสั่งซื้อ และ Safety Stock ใช้สำหรับกำหนด ปริมาณสินค้าสำรองเพื่อรองรับความไม่แน่นอน

แนวคิดใช้ตอบคำถามอะไร?
EOQควรสั่งซื้อครั้งละเท่าไร?
Reorder Point (ROP)ควรเริ่มสั่งซื้อเมื่อสินค้าคงเหลือถึงระดับใด?
Safety Stockควรมีสินค้าเผื่อสำรองไว้เท่าไร?

ทั้งสามแนวคิดจึงสามารถนำมาใช้ร่วมกันได้ เพื่อช่วยให้ธุรกิจวางแผนทั้ง ปริมาณการสั่งซื้อ จังหวะการสั่งซื้อ และระดับสินค้าสำรอง ได้อย่างเหมาะสม

EOQ กับ Reorder Point

EOQ และ Reorder Point (ROP) มีหน้าที่ต่างกัน แม้จะถูกนำมาใช้ร่วมกันในการวางแผนจัดซื้อ

EOQ ใช้ตอบคำถามว่า “เมื่อสั่งซื้อแล้ว ควรสั่งครั้งละกี่หน่วย?” ขณะที่ Reorder Point ใช้ตอบคำถามว่า “เมื่อไรจึงควรเริ่มสั่งซื้อ?”

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจคำนวณ EOQ ได้ 707 หน่วย หมายความว่า เมื่อถึงรอบการสั่งซื้อ ธุรกิจสามารถใช้ 707 หน่วยเป็นปริมาณอ้างอิงในการสั่งซื้อแต่ละครั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรอให้สินค้าเหลือ 707 หน่วยจึงค่อยสั่ง

หากซัพพลายเออร์ใช้เวลา 7 วันในการจัดส่ง ธุรกิจต้องพิจารณา Demand ระหว่างช่วงเวลาที่รอสินค้า เพื่อกำหนด Reorder Point ที่เหมาะสม เมื่อสินค้าคงเหลือถึงระดับดังกล่าวจึงเริ่มดำเนินการสั่งซื้อ เพื่อให้สินค้ามาถึงก่อนที่สต็อกจะหมด

จึงสามารถมองความสัมพันธ์ได้ว่า EOQ กำหนด “จำนวน” ส่วน Reorder Point กำหนด “จังหวะ” โดยการใช้ทั้งสองแนวคิดร่วมกันช่วยให้ธุรกิจวางแผนการสั่งซื้อได้ครบทั้งเรื่องปริมาณและเวลา

EOQ กับ Safety Stock

EOQ และ Safety Stock ก็มีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน โดย EOQ ใช้กำหนดปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสม ขณะที่ Safety Stock คือสินค้าที่ธุรกิจตั้งใจเก็บสำรองไว้เพื่อรองรับความไม่แน่นอน เช่น Demand ที่เพิ่มขึ้นกว่าคาดการณ์ หรือ Lead Time ที่นานกว่าปกติ

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจอาจคำนวณ EOQ ได้ 707 หน่วยต่อครั้ง และมีการกำหนด Safety Stock ไว้อีกจำนวนหนึ่ง หากความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้นชั่วคราวหรือสินค้าจากซัพพลายเออร์มาถึงล่าช้า สินค้าสำรองสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการไม่มีสินค้าเพียงพอต่อการขายหรือการใช้งาน

ดังนั้น EOQ ไม่ได้มีหน้าที่กำหนดว่าธุรกิจต้องเก็บ Safety Stock เท่าไร และ Safety Stock ก็ไม่ได้ใช้แทน EOQ แต่ทั้งสองสามารถใช้ประกอบกันได้ โดย EOQ ช่วยวางแผนปริมาณการสั่งซื้อ ส่วน Safety Stock ช่วยรองรับความไม่แน่นอนของสินค้าคงคลัง

เมื่อใช้ร่วมกับ Reorder Point ธุรกิจจะสามารถวางแผนได้ครบทั้ง ควรสั่งเท่าไร ควรสั่งเมื่อไร และควรมีสินค้าเผื่อไว้เท่าไร ซึ่งช่วยให้การบริหารสินค้าคงคลังมีความเป็นระบบมากขึ้น

ระบบจัดการสินค้าคงคลังช่วยสนับสนุนการใช้ EOQ ได้อย่างไร?

การนำ EOQ ไปใช้ในการวางแผนสั่งซื้อจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน เช่น Demand ยอดขาย ปริมาณสินค้าคงเหลือ ประวัติการสั่งซื้อ และต้นทุนที่เกี่ยวข้อง หากข้อมูลกระจัดกระจายหรือไม่อัปเดต ผลการวางแผนก็อาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง

ระบบจัดการสินค้าคงคลัง จึงเข้ามาช่วยรวบรวมข้อมูลและติดตามการเคลื่อนไหวของสินค้า ทำให้ผู้ดูแลสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์และวางแผนจัดซื้อได้สะดวกขึ้น

รวบรวมข้อมูลสินค้าคงคลังไว้ในระบบเดียว

ธุรกิจที่จัดการข้อมูลสินค้าผ่านหลายไฟล์หรือหลายช่องทางอาจใช้เวลาตรวจสอบข้อมูลมากขึ้น และมีโอกาสพบข้อมูลไม่ตรงกันระหว่างยอดขาย การรับสินค้า และยอดคงเหลือในคลัง

ระบบจัดการสินค้าคงคลังช่วยรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องไว้ในระบบเดียว เช่น

  • ข้อมูลสินค้าและรายละเอียดของแต่ละรายการ

  • การรับสินค้าเข้าคลัง

  • การเบิกจ่ายหรือขายสินค้า

  • ปริมาณสินค้าคงเหลือ

  • ประวัติการเคลื่อนไหวของสินค้า

  • ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสั่งซื้อ

เมื่อข้อมูลถูกรวบรวมไว้เป็นระบบ ผู้ดูแลสามารถนำข้อมูลย้อนหลังไปวิเคราะห์ Demand และพิจารณาต้นทุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการคำนวณ EOQ และวางแผนการสั่งซื้อได้ง่ายขึ้น

ติดตามปริมาณสินค้าและการเคลื่อนไหวของสต็อก

นอกจากการจัดเก็บข้อมูลแล้ว การติดตาม Stock Movement ยังช่วยให้ธุรกิจเห็นว่าสินค้าแต่ละรายการมีการรับเข้า เบิกจ่าย หรือเคลื่อนไหวมากน้อยเพียงใด และปัจจุบันเหลือสินค้าอยู่ในระดับใด

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้ดูแลคลังมองเห็นสถานการณ์ของสินค้าได้ชัดเจนขึ้น เช่น สินค้าที่มีการเคลื่อนไหวสูง สินค้าที่คงเหลือนาน หรือรายการที่มีปริมาณใกล้ถึงระดับที่ต้องวางแผนสั่งซื้อ

เมื่อมีข้อมูลการเคลื่อนไหวของสินค้าอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจยังสามารถนำข้อมูลไปเปรียบเทียบกับแผนการจัดซื้อและ Demand ที่ใช้คำนวณ EOQ เพื่อดูว่าปริมาณการสั่งซื้อที่กำหนดไว้ยังเหมาะสมกับการใช้งานจริงหรือไม่

ทั้งนี้ EOQ ยังคงเป็นเพียงข้อมูลสำหรับกำหนดปริมาณการสั่งซื้อ ธุรกิจจึงควรใช้ร่วมกับข้อมูลอย่าง Reorder Point, Safety Stock และ Lead Time เพื่อวางแผนสินค้าคงคลังให้ครอบคลุมทั้งปริมาณและจังหวะการสั่งซื้อ

บริหารสินค้าคงคลังด้วย HashMicro Inventory

สำหรับธุรกิจที่ต้องการจัดการข้อมูลสินค้าคงคลังให้เป็นระบบมากขึ้น สามารถพิจารณาระบบจัดการสินค้าคงคลัง HashMicro Inventory เพื่อช่วยจัดการข้อมูลและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าคงคลังในแต่ละขั้นตอน

การมีข้อมูลสินค้า ปริมาณคงเหลือ และการเคลื่อนไหวของสต็อกที่จัดการอย่างเป็นระบบ ช่วยให้ธุรกิจมีข้อมูลประกอบการวิเคราะห์และวางแผนการจัดซื้อได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้องทบทวนว่า Demand และปริมาณการสั่งซื้อที่ใช้อยู่ยังสอดคล้องกับสถานการณ์จริงหรือไม่

หากธุรกิจกำลังมองหาแนวทางในการจัดการข้อมูลและวางแผนสินค้าคงคลังให้เหมาะกับกระบวนการทำงานของตนเอง สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านระบบจัดการสินค้าคงคลัง เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความต้องการของธุรกิจได้ หรือหากต้องการดูแนวทางการทำงานของระบบ สามารถทดลองใช้งานเดโมฟรี เพื่อประกอบการพิจารณาก่อนได้

สรุป

EOQ (Economic Order Quantity) เป็นแนวคิดที่ช่วยกำหนดปริมาณการสั่งซื้อสินค้าในแต่ละครั้ง โดยพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่าง Demand, Ordering Cost และ Holding Cost ผ่านสูตร EOQ = √(2DS / H) เพื่อช่วยให้ธุรกิจวางแผนปริมาณการสั่งซื้อและควบคุมต้นทุนสินค้าคงคลังได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม EOQ เป็นเพียงเครื่องมือช่วยวางแผน ไม่ใช่ตัวเลขที่ควรนำไปใช้แบบตายตัว เพราะ Demand และต้นทุนต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ธุรกิจจึงควรนำค่า EOQ ไปพิจารณาร่วมกับ Reorder Point, Safety Stock, Lead Time, MOQ และข้อมูลการเคลื่อนไหวของสินค้า เพื่อให้การวางแผนจัดซื้อสอดคล้องกับสถานการณ์จริง

เมื่อมีข้อมูลสินค้าคงคลังที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน ธุรกิจจะสามารถทบทวนปริมาณการสั่งซื้อและปรับแผนได้อย่างเหมาะสม ช่วยให้การบริหารสต็อกมีประสิทธิภาพและควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น

เมื่อมีข้อมูลสินค้าคงคลังที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน ธุรกิจจะสามารถทบทวนปริมาณการสั่งซื้อและปรับแผนได้อย่างเหมาะสม ช่วยให้การบริหารสต็อกมีประสิทธิภาพและควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

EOQ เหมาะกับธุรกิจที่มีการสั่งซื้อและจัดเก็บสินค้าอย่างต่อเนื่อง และมีข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการสินค้าและต้นทุนที่เกี่ยวข้องเพียงพอสำหรับการคำนวณ

ควรทบทวนเมื่อข้อมูลสำคัญ เช่น ความต้องการสินค้า ต้นทุนการสั่งซื้อ หรือต้นทุนการจัดเก็บเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้ปริมาณที่คำนวณยังสอดคล้องกับสถานการณ์จริง

สามารถใช้เป็นแนวทางได้ แต่ควรพิจารณาความผันผวนของ Demand และช่วงฤดูกาลเพิ่มเติม เพราะการใช้ Demand ค่าเดียวตลอดปีอาจไม่สะท้อนความต้องการจริงในแต่ละช่วง

สามารถนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ได้ แต่ต้องพิจารณาอายุสินค้า ความเสี่ยงจากสินค้าหมดอายุ และต้นทุนที่เกิดขึ้นหากถือครองสินค้าไว้นานเกินไป

ควรพิจารณาข้อมูลความต้องการและต้นทุนของแต่ละสาขา รวมถึงรูปแบบการเติมสินค้า เพื่อให้ปริมาณการสั่งซื้อเหมาะกับลักษณะการดำเนินงานของแต่ละพื้นที่

Pimchanok Ariyawanwit

Content Writer

พิมพ์ชนก เป็น SEO Content Specialist ที่มีความสนใจด้าน ERP เทคโนโลยีธุรกิจ และ Digital Transformation ด้วยความรักในการเรียนรู้ การอ่าน และการค้นคว้า เธอมุ่งมั่นในการถ่ายทอดเรื่องซับซ้อนให้เป็นเนื้อหาที่เข้าใจง่าย เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณค่าและนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

HashMicro ยึดตามมาตรฐานบรรณาธิการที่เข้มงวดและใช้แหล่งข้อมูลหลักเพื่อให้เนื้อหาถูกต้องและเกี่ยวข้อง.