ภ.พ.36 คืออะไร? ทำความเข้าใจ VAT พร้อมวิธียื่นให้ถูกต้อง | HashMicro Blog
Hashy AI

ทำงานง่ายขึ้นด้วย Hashy AI.

AI ในระบบธุรกิจ ที่ช่วยให้งานของคุณเสร็จเร็วขึ้น

ลองใช้ Hashy ตอนนี้

ภ.พ.36 คืออะไร? ทำความเข้าใจ VAT พร้อมวิธียื่นให้ถูกต้อง

ภ.พ.36 คืออะไร? ทำความเข้าใจ VAT พร้อมวิธียื่นให้ถูกต้อง

ทุกวันนี้องค์กรไทยจำนวนมากมีรายจ่ายที่ต้องส่งเงินออกไปต่างประเทศเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นค่าโฆษณาบน Google หรือ Facebook ค่าบริการซอฟต์แวร์แบบ subscription หรือค่าที่ปรึกษาจากบริษัทต่างชาติ พอรายการเหล่านี้มากขึ้น ฝ่ายบัญชีก็เริ่มเจอคำถามเดียวกันว่าต้องยื่น ภ.พ.36 หรือไม่ และหลายคนยังสับสนกับ ภ.พ.30 เพราะเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มเหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้วเป็นคนละหน้าที่ บทความนี้จะพาไปเข้าใจตั้งแต่ ภ.พ.36 คืออะไร ใครมีหน้าที่ต้องยื่น ยื่นอย่างไรให้ถูกต้อง บันทึกบัญชีอย่างไร และภาษีที่นำส่งนำไปใช้เป็นภาษีซื้อได้แค่ไหน

ประเด็นสำคัญ

ภ.พ.36 คือแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้จ่ายเงินในไทยต้องนำส่งแทนผู้ประกอบการต่างประเทศ ต่างจากการเสีย VAT แบบปกติ จึงควรเข้าใจก่อนว่า ภ.พ.36 คืออะไรและใช้ตอนไหนให้ชัดก่อนลงมือ

สิ่งที่หลายองค์กรพลาดคือไม่รู้ตัวว่าเข้าข่ายต้องยื่น ทั้งที่มีรายจ่ายต่างประเทศอยู่ประจำ การรู้ว่าใครมีหน้าที่ยื่นภ.พ.36 บ้างจึงช่วยลดความเสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลัง

เมื่อยื่นถูกต้องและบันทึกบัญชีให้ครบ ภาษีที่นำส่งส่วนหนึ่งยังนำไปใช้ต่อได้ บทความนี้จึงมีวิธียื่นและการบันทึกบัญชีที่ถูกต้องให้ทำตามได้จริง

ภ.พ.36 คืออะไร

ภ.พ.36 คือแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับกรณีที่ผู้จ่ายเงินในประเทศไทยมีหน้าที่นำส่ง VAT แทนผู้ประกอบการที่อยู่ต่างประเทศ พูดง่าย ๆ คือเมื่อธุรกิจไทยจ่ายค่าสินค้าหรือบริการให้กับผู้ขายต่างประเทศที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในไทย ผู้จ่ายเงินจะกลายเป็นคนนำส่งภาษีแทนตามหลักการที่เรียกว่าการนำส่งภาษีแทน หรือ reverse charge

ทำไมถึงต้องมี ภ.พ.36

หลักการของภาษีมูลค่าเพิ่มคือ เมื่อมีการใช้สินค้าหรือบริการในประเทศไทยก็ควรมีภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น แม้ผู้ขายจะอยู่ต่างประเทศและไม่ได้จดทะเบียนในไทยก็ตาม ภ.พ.36 จึงเข้ามาปิดช่องตรงนี้ เพื่อไม่ให้บริการหรือสินค้าจากต่างประเทศได้เปรียบผู้ประกอบการไทยที่ต้องเสีย VAT อยู่แล้ว

ภ.พ.36 ต่างจากภาษีมูลค่าเพิ่มปกติอย่างไร

ในกรณี VAT ปกติ ผู้ขายในไทยเป็นคนเก็บภาษีจากลูกค้าแล้วนำส่ง แต่ในกรณี ภ.พ.36 ผู้ขายอยู่ต่างประเทศและเก็บภาษีแทนไม่ได้ กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้จ่ายเงินในไทยเป็นคนคำนวณและนำส่งภาษีแทน หากอยากเข้าใจภาพรวมของภาษีมูลค่าเพิ่มให้ชัดขึ้น อ่านเพิ่มได้ที่บทความเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม

ใครมีหน้าที่ต้องยื่น ภ.พ.36 บ้าง

วิธีที่ง่ายที่สุดในการเช็กว่าองค์กรของคุณเข้าข่ายหรือไม่ คือดูว่ามีการจ่ายเงินไปต่างประเทศเพื่อแลกกับสินค้าหรือบริการที่ถูกใช้ในไทยหรือเปล่า โดยกลุ่มที่พบบ่อยมีดังนี้

จ่ายค่าบริการให้ผู้ประกอบการต่างประเทศที่ให้บริการในไทย

กลุ่มนี้พบมากที่สุด เช่น ค่าโฆษณาออนไลน์กับแพลตฟอร์มต่างประเทศอย่าง Google และ Facebook ค่าซอฟต์แวร์หรือบริการคลาวด์แบบ subscription และค่าที่ปรึกษาจากบริษัทต่างชาติ รายการเหล่านี้ผู้ให้บริการอยู่ต่างประเทศ แต่ผลของบริการเกิดขึ้นกับธุรกิจในไทย จึงเข้าข่ายต้องนำส่ง VAT

ผู้ซื้อสินค้าหรือรับโอนสิทธิบางประเภทตามที่กฎหมายกำหนด

นอกจากค่าบริการแล้ว การซื้อสินค้าหรือรับโอนสิทธิบางกรณีจากต่างประเทศก็อาจเข้าเงื่อนไขที่ต้องนำส่งภาษีด้วย ขึ้นอยู่กับลักษณะของรายการ องค์กรจึงควรตรวจสอบเป็นรายกรณี

กรณีที่มักถูกมองข้ามในองค์กรขนาดใหญ่

สำหรับองค์กรที่มีหลายแผนกหรือหลายบริษัทในเครือ รายจ่ายต่างประเทศมักกระจายอยู่หลายที่ เช่น ทีมการตลาดซื้อโฆษณาเอง ทีมไอทีจ่ายค่าซอฟต์แวร์เอง ทำให้บางรายการตกหล่นไม่ได้นำมายื่น ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่สะสมเป็นภาระภายหลังได้ ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น

รายการที่จ่ายไปต่างประเทศโดยทั่วไปต้องยื่น ภ.พ.36 ไหม
ค่าโฆษณา Google / Facebook Adsเข้าข่ายต้องนำส่ง
ค่าบริการซอฟต์แวร์ / คลาวด์ subscriptionเข้าข่ายต้องนำส่ง
ค่าที่ปรึกษาหรือบริการจากบริษัทต่างชาติเข้าข่ายต้องนำส่ง
ซื้อสินค้าที่ผ่านพิธีการนำเข้าและเสีย VAT ที่ศุลกากรแล้วโดยทั่วไปไม่ต้องยื่นซ้ำ

(หมายเหตุ: กรณีเฉพาะควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีอีกครั้ง)

ภ.พ.36 กับ ภ.พ.30 และ ภ.ง.ด.54 ต่างกันอย่างไร

สามแบบนี้เป็นสิ่งที่คนทำบัญชีสับสนบ่อยที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับภาษีคล้าย ๆ กัน แต่ทำหน้าที่ต่างกัน

สามแบบนี้เป็นสิ่งที่คนทำบัญชีสับสนบ่อยที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับภาษีคล้าย ๆ กัน แต่ทำหน้าที่ต่างกัน

แบบใช้ตอนไหนใครนำส่งกำหนดยื่น
ภ.พ.30VAT จากการขายในประเทศตามปกติผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VATภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
ภ.พ.36นำส่ง VAT แทนผู้ขายต่างประเทศผู้จ่ายเงินในไทยภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
ภ.ง.ด.54นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายกรณีจ่ายไปต่างประเทศผู้จ่ายเงินในไทยภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

ภ.พ.36 กับ ภ.พ.30 ต่างกันตรงไหน

ภ.พ.30 คือการยื่น VAT จากการขายในประเทศตามปกติที่ทุกกิจการจด VAT ต้องทำทุกเดือน ส่วน ภ.พ.36 คือการนำส่ง VAT แทนผู้ขายต่างประเทศเฉพาะเดือนที่มีรายการ ทั้งสองแบบจึงไม่ใช่ตัวแทนกัน แต่ทำงานคู่กันในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

ภ.พ.36 กับ ภ.ง.ด.54 ต่างกันตรงไหน

สองแบบนี้มักเกิดพร้อมกันเมื่อจ่ายเงินไปต่างประเทศ ทำให้สับสนกันบ่อย จุดต่างคือ ภ.พ.36 เป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่นำส่งแทน ส่วน ภ.ง.ด.54 เป็นภาษีหัก ณ ที่จ่ายกรณีจ่ายเงินได้บางประเภทไปต่างประเทศ องค์กรที่จ่ายค่าบริการต่างประเทศจึงอาจต้องยื่นทั้งสองแบบในคราวเดียว

ข้อดีของการยื่น ภ.พ.36 ให้ถูกต้อง

การยื่นให้ครบและตรงเวลาไม่ได้เป็นแค่การทำตามกฎหมาย แต่ยังมีประโยชน์ที่จับต้องได้กับองค์กร

ข้อแรกคือช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งเป็นต้นทุนที่หลีกเลี่ยงได้ ข้อที่สองคือภาษีที่นำส่งไปสามารถนำมาใช้เป็นภาษีซื้อในเดือนถัดไปได้ตามเงื่อนไข ทำให้ไม่ใช่ต้นทุนที่สูญเปล่า และข้อที่สามคือทำให้ข้อมูลรายจ่ายต่างประเทศครบถ้วน ตรวจสอบย้อนหลังได้ และช่วยให้ปิดงบได้ตรงเวลามากขึ้น เพราะไม่มีรายการภาษีค้างที่ต้องตามแก้ตอนสิ้นงวด

วิธียื่นภ.พ.36 ให้ถูกต้องทีละขั้น

เมื่อรู้แล้วว่ารายการเข้าข่าย การยื่นจะไม่ยากถ้าทำตามลำดับ

ขั้นที่ 1 ตรวจว่ารายการเข้าข่ายต้องยื่นหรือไม่

เริ่มจากดูว่ารายการที่จ่ายไปต่างประเทศเป็นค่าสินค้าหรือบริการที่ถูกใช้ในไทยหรือไม่ และผู้ขายไม่ได้จดทะเบียน VAT ในไทย ถ้าใช่ก็เข้าข่ายต้องนำส่ง

ขั้นที่ 2 คำนวณภาษีจากยอดที่จ่าย

คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% จากฐานภาษี ซึ่งก็คือมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่จ่ายไป หากจ่ายเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ต้องแปลงเป็นเงินบาทตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดก่อนคำนวณ

ขั้นที่ 3 กรอกแบบ ภ.พ.36 และนำส่งภายในกำหนด

กรอกแบบ ภ.พ.36 แล้วนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงิน ซึ่งเร็วกว่ากำหนดของ ภ.พ.30 ที่เป็นวันที่ 15 ปัจจุบันสามารถยื่นผ่านช่องทางออนไลน์ได้ องค์กรที่อยากเห็นภาพการเตรียมข้อมูลให้พร้อมกับการยื่นภาษีในยุคดิจิทัลสามารถอ่านต่อได้เพื่อวางระบบให้รองรับ

ขั้นที่ 4 เก็บใบเสร็จ ภ.พ.36 ไว้เป็นหลักฐาน

เมื่อยื่นและชำระเงินแล้ว กรมสรรพากรจะออกใบเสร็จรับเงินให้ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ใช้ต่อในขั้นตอนของภาษีซื้อ จึงต้องจัดเก็บให้ครบและค้นย้อนหลังได้

ใบเสร็จ ภ.พ.36 ใช้ทำอะไรได้บ้าง และเคลมภาษีซื้อได้ไหม

หลายคนเข้าใจว่ายื่น ภ.พ.36 แล้วจบ แต่จริง ๆ ยังมีขั้นตอนต่อที่ทำให้ภาษีที่นำส่งไปไม่สูญเปล่า

เคลมภาษีซื้อได้ไหม

โดยหลักการ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่นำส่งตามแบบ ภ.พ.36 สามารถนำไปใช้เป็นภาษีซื้อในการยื่น ภ.พ.30 ของเดือนถัดไปได้ ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยใช้ใบเสร็จรับเงินที่กรมสรรพากรออกให้เป็นหลักฐาน จุดนี้เองที่ทำให้การยื่นให้ถูกต้องมีความหมายมากกว่าการทำตามหน้าที่

การบันทึกบัญชีรายการ ภ.พ.36

การบันทึกบัญชีต้องสะท้อนทั้งด้านค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์ที่เกิดจากรายการต่างประเทศ และด้านภาษีที่นำส่งกับภาษีซื้อที่จะนำไปใช้ต่อ เพื่อให้ยอดในบัญชีตรงกับแบบที่ยื่นจริง การวางโครงบัญชีให้ดีตั้งแต่ต้นช่วยให้ขั้นตอนนี้ง่ายขึ้น อ่านเพิ่มได้ที่เรื่องผังบัญชีที่ช่วยจัดหมวดบัญชีให้บันทึกรายการภาษีได้ถูกต้อง

ถ้ายื่น ภ.พ.36 ล่าช้าจะเกิดอะไรขึ้น

การยื่นเลยกำหนดจะมีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนด และในบางกรณียังกระทบสิทธิในการนำภาษีไปใช้เป็นภาษีซื้อ ทำให้ต้นทุนที่ควรเรียกคืนได้กลายเป็นภาระ

สำหรับองค์กรที่มีรายการต่างประเทศจำนวนมากในแต่ละเดือน การตกหล่นแม้เพียงไม่กี่รายการก็สะสมเป็นยอดที่มีนัยสำคัญได้ การมีระบบช่วยติดตามว่ารายการใดต้องยื่นและใกล้ถึงกำหนดเมื่อใด จึงช่วยลดความเสี่ยงตรงนี้ได้มาก

ระบบบัญชี ERP ช่วยจัดการ ภ.พ.36 และงาน VAT ขององค์กรอย่างไร

เมื่อรายการต่างประเทศมีมากและกระจายหลายแผนก การจัดการด้วยมือหรือด้วยไฟล์แยกกันเริ่มตามไม่ทันและเสี่ยงตกหล่น ระบบบัญชีที่รวมข้อมูลไว้ที่เดียวจึงช่วยให้ควบคุมงานภาษีได้เป็นระบบมากขึ้น ต่างจากโปรแกรมบัญชีทั่วไปที่มักจัดการงานภาษีแยกส่วน

จุดที่ HashMicro ช่วยองค์กรได้

HashMicro ออกแบบมาเพื่อรองรับงานภาษีไทยตั้งแต่ต้น โดยมีผังภาษีซื้อภาษีขายและภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ตั้งค่ามาให้ล่วงหน้า ช่วยให้บันทึกและตรวจรายการภาษีจากธุรกรรมจริงได้ พร้อมออกรายงานภาษีซื้อภาษีขายจากข้อมูลที่บันทึกไว้ ระบบยังรองรับการทำงานแ บบหลายบริษัทและหลายสาขา ซึ่งช่วยลดปัญหารายการต่างประเทศตกหล่นในองค์กรใหญ่ นอกจากนี้ยังมีผู้ช่วย AI อย่าง Hashy ที่ช่วยค้นและสรุปรายการ รวมถึงเตือนเมื่อพบสิ่งผิดปกติ ซึ่งเป็นความสามารถที่โปรแกรมบัญชีทั่วไปยังไม่มี ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ระบบบัญชีของ HashMicroหรืออ่านรีวิวระบบบัญชีของ HashMicroเพื่อดูภาพความสามารถโดยรวม

บทสรุป

ภ.พ.36 คือภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้จ่ายเงินในไทยมีหน้าที่นำส่งแทนผู้ขายต่างประเทศ องค์กรที่มีรายจ่ายข้ามประเทศเป็นประจำจึงควรเช็กให้ชัดว่าตัวเองเข้าข่ายหรือไม่ ยื่นให้ตรงเวลาภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป และบันทึกบัญชีให้ครบเพื่อใช้สิทธิภาษีซื้อในเดือนถัดไป

เมื่อรายการต่างประเทศมากขึ้น การมีระบบที่ช่วยรวมข้อมูลและคุมกำหนดยื่นจะช่วยให้งานภาษีแม่นและเบาลง หากอยากเห็นว่าระบบช่วยจัดการงาน VAT และเอกสารภาษีขององค์กรคุณได้จริงแค่ไหน สามารถขอเดโมฟรีกับทีม HashMicroเพื่อดูการทำงานกับข้อมูลจริงของธุรกิจได้เลย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ต้องแปลงยอดเป็นเงินบาทตามหลักเกณฑ์เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่กรมสรรพากรกำหนดก่อนคำนวณภาษี ซึ่งมักอิงกับวันที่จ่ายเงิน การใช้ระบบที่บันทึกอัตราแลกเปลี่ยนอัตโนมัติช่วยลดความคลาดเคลื่อนตรงนี้ได้

หน้าที่นำส่ง ภ.พ.36 ผูกกับการเป็นผู้จ่ายเงินให้ผู้ประกอบการต่างประเทศ ไม่ได้ผูกกับการจดทะเบียน VAT โดยตรง กิจการที่ยังไม่จด VAT ก็อาจมีหน้าที่นำส่งได้ แต่จะนำภาษีนั้นไปใช้เป็นภาษีซื้อได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับสถานะการจดทะเบียน จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขให้ชัด

ควรรวบรวมรายการที่ตกหล่นทั้งหมด แล้วยื่นเพิ่มเติมพร้อมชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามงวดที่ล่าช้า การมีข้อมูลรายจ่ายต่างประเทศที่ตรวจย้อนหลังได้จะช่วยให้ไล่รายการได้ครบและเร็วขึ้น

โดยหลักการภาษีผูกกับนิติบุคคลผู้จ่ายเงินจริง หากค่าใช้จ่ายถูกปันส่วนไปหลายบริษัท ก็ควรแยกฐานภาษีและการนำส่งตามนิติบุคคลที่รับภาระจริง ระบบที่ดูภาพรวมได้ทุกบริษัทช่วยให้จัดการส่วนนี้ง่ายขึ้น

ควรเก็บแบบที่ยื่น ใบเสร็จรับเงิน และเอกสารประกอบไว้ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดสำหรับเอกสารทางบัญชีและภาษี และจัดให้เรียกดูย้อนหลังได้ง่าย เพราะผู้สอบบัญชีมักขอตรวจรายการที่เกี่ยวกับรายจ่ายต่างประเทศ

Pimchanok Ariyawanwit

Content Writer

พิมพ์ชนก เป็น SEO Content Specialist ที่มีความสนใจด้าน ERP เทคโนโลยีธุรกิจ และ Digital Transformation ด้วยความรักในการเรียนรู้ การอ่าน และการค้นคว้า เธอมุ่งมั่นในการถ่ายทอดเรื่องซับซ้อนให้เป็นเนื้อหาที่เข้าใจง่าย เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณค่าและนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

HashMicro ยึดตามมาตรฐานบรรณาธิการที่เข้มงวดและใช้แหล่งข้อมูลหลักเพื่อให้เนื้อหาถูกต้องและเกี่ยวข้อง.