การวางแผนการผลิตเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของโรงงาน แต่เมื่อกระบวนการผลิตมีความซับซ้อนมากขึ้น การจัดทำแผนด้วย Excel หรือข้อมูลจากหลายแผนกอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้ ไม่ว่าจะเป็นแผนการผลิตที่ต้องปรับเปลี่ยนบ่อย ผลิตสินค้าไม่ทันตามกำหนด วัตถุดิบไม่พร้อม หรือการจัดสรรเครื่องจักรและแรงงานไม่สอดคล้องกับกำลังการผลิตจริง
ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงทำให้การผลิตล่าช้า แต่ยังอาจเพิ่มต้นทุนและทำให้การใช้ทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพ โปรแกรมวางแผนการผลิต จึงเข้ามาช่วยรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องและจัดทำแผนการผลิตให้เป็นระบบมากขึ้น ทำให้ผู้รับผิดชอบสามารถติดตามสถานการณ์และปรับแผนได้สะดวกขึ้น
บทความนี้จะพาไปรู้จักว่าโปรแกรมวางแผนการผลิตคืออะไร ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง มีฟังก์ชันสำคัญอย่างไร และควรเลือกโปรแกรมแบบไหนให้เหมาะกับโรงงาน
ประเด็นสำคัญ
จัดการแผนการผลิตอย่างเป็นระบบ ช่วยให้โรงงานนำข้อมูลคำสั่งผลิต วัตถุดิบ และทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ประกอบการวางแผนได้อย่างเหมาะสม
การนำระบบเข้ามาช่วยสามารถลดปัญหาจากการวางแผนแบบเดิม ทั้งการผลิตล่าช้า วัตถุดิบไม่พร้อม และการใช้ทรัพยากรไม่เต็มประสิทธิภาพ รวมถึงช่วย ลดของเสียในการผลิต เมื่อมีข้อมูลสำหรับวางแผนและติดตามที่แม่นยำขึ้น
เลือกโปรแกรมให้เหมาะกับโรงงาน โดยพิจารณาความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างการผลิต คลังสินค้า จัดซื้อ และส่วนงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แต่ละฝ่ายทำงานจากข้อมูลที่สอดคล้องกัน
โปรแกรมวางแผนการผลิตคืออะไร?
โปรแกรมวางแผนการผลิต คือ โปรแกรมที่ช่วยให้โรงงานวางแผนและจัดลำดับการผลิตได้อย่างเป็นระบบ โดยนำข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น คำสั่งผลิต ความต้องการสินค้า วัตถุดิบ เครื่องจักร และทรัพยากรต่าง ๆ มาประกอบการวางแผน เพื่อให้สามารถกำหนดได้ว่าควรผลิตอะไร ปริมาณเท่าไร และเมื่อใด
เมื่อมีข้อมูลอยู่ในระบบเดียว ผู้รับผิดชอบจึงมองเห็นภาพรวมของแผนการผลิตได้ชัดเจนขึ้น และสามารถปรับแผนได้รวดเร็วเมื่อมีคำสั่งซื้อเปลี่ยนแปลง วัตถุดิบล่าช้า หรือทรัพยากรในการผลิตไม่พร้อม
ในทางกลับกัน หากใช้ Excel หรือข้อมูลจากหลายแหล่ง การอัปเดตและตรวจสอบข้อมูลอาจใช้เวลามาก และมีโอกาสเกิดข้อมูลไม่ตรงกันระหว่างฝ่ายได้ โปรแกรมการผลิต จึงช่วยลดขั้นตอนการทำงานและทำให้การวางแผนมีข้อมูลรองรับมากขึ้น
นอกจากนี้ โปรแกรมวางแผนการผลิตยังสามารถทำงานร่วมกับแนวคิดอย่าง MRP เพื่อช่วยวางแผนความต้องการวัตถุดิบให้สอดคล้องกับแผนการผลิต โดยระบบ MRP จะเน้นการคำนวณความต้องการวัตถุดิบและช่วงเวลาที่ควรจัดหาให้สัมพันธ์กับแผนการผลิต
ปัญหาการวางแผนการผลิตที่โรงงานมักพบ
การวางแผนการผลิตที่ขาดข้อมูลที่ครบถ้วนหรืออัปเดตไม่ทันสถานการณ์ อาจทำให้โรงงานต้องรับมือกับปัญหาที่กระทบทั้งเวลา ต้นทุน และความสามารถในการส่งมอบสินค้า โดยปัญหาที่พบได้บ่อยมีดังนี้
แผนการผลิตเปลี่ยนแปลงบ่อยและปรับไม่ทัน
เมื่อมีคำสั่งซื้อเร่งด่วน ลูกค้าเปลี่ยนจำนวนสินค้า หรือต้องเลื่อนกำหนดส่งมอบ แผนการผลิตอาจต้องปรับหลายส่วนพร้อมกัน หากยังพึ่งพาการทำงานแบบเดิม การแก้ไขแผนอาจใช้เวลานานและส่งผลกระทบต่อคำสั่งผลิตอื่น ๆ ตามมา
วัตถุดิบไม่พร้อมเมื่อถึงเวลาผลิต
หากข้อมูลระหว่างแผนการผลิต สต็อก และการจัดซื้อไม่สอดคล้องกัน อาจทำให้วัตถุดิบบางรายการไม่เพียงพอเมื่อถึงกำหนดผลิต ส่งผลให้ต้องหยุดรอวัตถุดิบหรือเลื่อนแผนการผลิตออกไป
ใช้เครื่องจักรและแรงงานไม่เต็มประสิทธิภาพ
การวางแผนที่ไม่สอดคล้องกับกำลังการผลิตจริง อาจทำให้บางช่วงมีงานมากเกินกำลัง ขณะที่บางช่วงเครื่องจักรหรือแรงงานกลับมีเวลาว่าง ส่งผลให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
ข้อมูลกระจายหลายแผนกและติดตามสถานะได้ยาก
เมื่อฝ่ายขาย ฝ่ายผลิต คลังสินค้า และจัดซื้อใช้ข้อมูลจากคนละแหล่ง การตรวจสอบสถานะงานและประสานงานระหว่างฝ่ายอาจทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อแผนมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย
เกิดการผลิตเกินหรือของเสียโดยไม่จำเป็น
หากแผนการผลิตไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง อาจนำไปสู่การผลิตสินค้ามากเกินความจำเป็น ใช้วัตถุดิบเกินกว่าที่ต้องใช้ หรือเกิดงานที่ต้องแก้ไขซ้ำ ปัญหาเหล่านี้จึงอาจเพิ่มต้นทุนและทำให้การ ลดของเสียในการผลิต ทำได้ยากขึ้น
โปรแกรมวางแผนการผลิตช่วยแก้ปัญหาในโรงงานได้อย่างไร?
เมื่อการวางแผนการผลิตต้องจัดการทั้งคำสั่งซื้อ วัตถุดิบ เครื่องจักร และกำลังคนพร้อมกัน การมีข้อมูลที่เป็นระบบช่วยให้ผู้รับผิดชอบวางแผนและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วขึ้น โดยโปรแกรมวางแผนการผลิตสามารถช่วยในด้านต่าง ๆ ดังนี้
วางแผนและจัดลำดับการผลิตได้อย่างเป็นระบบ
โปรแกรมช่วยจัดลำดับงานตามคำสั่งผลิต ปริมาณ และกำหนดส่งมอบ ทำให้ผู้รับผิดชอบเห็นภาพรวมของงานที่ต้องดำเนินการ และสามารถวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการได้มากขึ้น
ตรวจสอบความพร้อมของวัตถุดิบก่อนเริ่มผลิต
เมื่อข้อมูลวัตถุดิบและสินค้าคงคลังเชื่อมโยงกับแผนการผลิต ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบได้ว่าวัตถุดิบที่จำเป็นมีเพียงพอหรือไม่ก่อนเริ่มงาน ช่วยลดโอกาสที่กระบวนการผลิตต้องหยุดรอวัตถุดิบ
มองเห็นกำลังการผลิตและข้อจำกัดของทรัพยากร
ข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องจักร แรงงาน และทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตช่วยให้ผู้วางแผนประเมินกำลังการผลิตได้เหมาะสมขึ้น ลดปัญหาการจัดงานเกินกำลังหรือปล่อยให้ทรัพยากรว่างโดยไม่จำเป็น
ติดตามสถานะการผลิตและปรับแผนได้รวดเร็ว
เมื่อสามารถติดตามความคืบหน้าของคำสั่งผลิตได้ ผู้รับผิดชอบจะเห็นได้ว่างานใดกำลังดำเนินการ งานใดล่าช้า หรือมีส่วนใดที่ต้องปรับแผน จึงสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าเดิม
ลดต้นทุนและลดของเสียจากการวางแผนที่แม่นยำขึ้น
การมีข้อมูลประกอบการวางแผนที่ครบถ้วนช่วยลดโอกาสการผลิตเกินความต้องการ ใช้วัตถุดิบไม่เหมาะสม หรือเกิดงานที่ต้องแก้ไขซ้ำ จึงมีส่วนช่วย ลดของเสียในการผลิต และควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ผลลัพธ์ที่ได้ยังขึ้นอยู่กับกระบวนการและการนำระบบไปใช้งานจริงของแต่ละโรงงาน
โปรแกรมวางแผนการผลิตควรมีฟังก์ชันอะไรบ้าง?
การเลือกโปรแกรมวางแผนการผลิตไม่ควรพิจารณาเพียงว่าระบบมีฟังก์ชันจำนวนมากแค่ไหน แต่ควรดูว่าสามารถตอบโจทย์กระบวนการทำงานของโรงงานได้หรือไม่ โดยฟังก์ชันที่ควรมี ได้แก่
Production Planning
ช่วยกำหนดและจัดการแผนการผลิตให้สอดคล้องกับคำสั่งซื้อ ปริมาณความต้องการ และกำลังการผลิตที่มีอยู่ ทำให้ผู้รับผิดชอบสามารถจัดเตรียมแผนงานได้อย่างเป็นระบบ
Production Scheduling
ช่วยจัดตารางและลำดับงานผลิต โดยพิจารณากำหนดส่งมอบและทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การใช้เครื่องจักรและแรงงานสอดคล้องกับแผนมากขึ้น
Material Management
ช่วยตรวจสอบความต้องการใช้วัตถุดิบและความพร้อมก่อนเริ่มผลิต ทำให้สามารถเตรียมวัตถุดิบได้เหมาะสมและลดปัญหาการหยุดรอระหว่างกระบวนการผลิต
Inventory Management
เชื่อมโยงข้อมูลสต็อกกับแผนการผลิต เพื่อให้ผู้ใช้งานตรวจสอบปริมาณวัตถุดิบและสินค้าที่มีอยู่ได้สะดวกขึ้น และนำข้อมูลไปประกอบการวางแผนได้อย่างเหมาะสม
Production Monitoring
ช่วยติดตามความคืบหน้าและสถานะของคำสั่งผลิต ทำให้ผู้รับผิดชอบเห็นภาพรวมของงานที่กำลังดำเนินการและสามารถตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้นได้เร็วขึ้น
Reporting & Analytics
รวบรวมข้อมูลการผลิตเป็นรายงานและตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้ผู้บริหารและผู้รับผิดชอบนำข้อมูลไปวิเคราะห์ประสิทธิภาพการผลิต ติดตามผล และใช้ประกอบการตัดสินใจได้
เลือกโปรแกรมวางแผนการผลิตอย่างไรให้เหมาะกับโรงงาน?
การเลือกโปรแกรมวางแผนการผลิตควรเริ่มจากปัญหาและลักษณะการทำงานของโรงงาน มากกว่าการพิจารณาจำนวนฟังก์ชันเพียงอย่างเดียว เพราะแต่ละโรงงานมีความซับซ้อนของกระบวนการผลิต ทรัพยากร และรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน โดยมีปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาดังนี้
รองรับความซับซ้อนของกระบวนการผลิต
ควรพิจารณาว่าโปรแกรมรองรับจำนวนสินค้า สายการผลิต ขั้นตอนการผลิต และความหลากหลายของวัตถุดิบได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะโรงงานที่มีหลายขั้นตอนการผลิตหรือผลิตสินค้าหลายประเภท ระบบควรมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับกระบวนการทำงานจริง
เชื่อมโยงข้อมูลกับระบบอื่นได้
การวางแผนการผลิตเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ทั้งคลังสินค้า จัดซื้อ ฝ่ายขาย และบัญชี โปรแกรมจึงควรเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง Production, Inventory, Purchasing และส่วนงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แต่ละฝ่ายทำงานจากข้อมูลชุดเดียวกันและลดความคลาดเคลื่อนจากการใช้ข้อมูลแยกกัน ซึ่งเป็นหนึ่งใน แนวทางการเลือกระบบ ERP สำหรับโรงงาน ที่ควรนำมาพิจารณาร่วมด้วย
รองรับการปรับแผนเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
กระบวนการผลิตอาจต้องเปลี่ยนแปลงตามคำสั่งซื้อเร่งด่วน วัตถุดิบที่ล่าช้า หรือข้อจำกัดด้านเครื่องจักรและแรงงาน โปรแกรมจึงควรช่วยให้ผู้รับผิดชอบปรับแผนและจัดลำดับงานใหม่ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องจัดทำข้อมูลทั้งหมดขึ้นมาใหม่
มีข้อมูลสำหรับวิเคราะห์และตัดสินใจ
นอกจากช่วยวางแผนแล้ว โปรแกรมควรมีข้อมูลสำหรับติดตามประสิทธิภาพการผลิต เช่น สถานะคำสั่งผลิต ระยะเวลาการผลิต การใช้ทรัพยากร และผลการดำเนินงาน เพื่อนำไปวิเคราะห์ปัญหาและปรับปรุงกระบวนการผลิตได้อย่างเหมาะสม
รองรับการเติบโตของโรงงาน
หากธุรกิจมีแผนเพิ่มกำลังการผลิต เพิ่มสายการผลิต หรือขยายจำนวนผู้ใช้งาน ระบบควรสามารถรองรับการเติบโตได้โดยไม่ทำให้การจัดการมีความซับซ้อนมากขึ้นจนต้องเปลี่ยนระบบใหม่ในภายหลัง
HashMicro ช่วยจัดการการวางแผนการผลิตได้อย่างไร?
สำหรับโรงงานที่ต้องการจัดการกระบวนการผลิตตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงการติดตามงาน HashMicro Manufacturing Software เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลด้านการผลิตกับส่วนงานที่เกี่ยวข้องไว้ในระบบเดียว ตั้งแต่การวางแผนและจัดตารางการผลิต การจัดการคำสั่งผลิต ไปจนถึงข้อมูลวัตถุดิบและสินค้าคงคลัง
ระบบมีฟังก์ชันที่เกี่ยวข้องกับการวางแผน เช่น Production Planning & Scheduling, Capacity Planning, Work Order Scheduling และ Multi-level BOM ช่วยให้ผู้รับผิดชอบวางแผนโดยพิจารณาความต้องการผลิต กำลังการผลิต และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องได้เป็นระบบมากขึ้น รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลกับงานจัดซื้อและสินค้าคงคลัง เพื่อให้สามารถตรวจสอบความพร้อมของวัตถุดิบและวางแผนงานได้สอดคล้องกัน
นอกจากนี้ Hashy AI ยังช่วยวิเคราะห์และติดตามข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการผลิต เพื่อให้ทีมงานมองเห็นประเด็นที่ควรติดตามและนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจได้มากขึ้น ทั้งนี้ ความเหมาะสมของฟังก์ชันควรพิจารณาตามกระบวนการและความต้องการของแต่ละโรงงาน
โปรแกรมวางแผนการผลิตช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโรงงานได้อย่างไร?
เมื่อมีระบบที่ช่วยรวบรวมข้อมูลและสนับสนุนการวางแผน โรงงานจะสามารถจัดการกระบวนการผลิตได้เป็นระบบมากขึ้น โดยประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจัดตารางผลิต แต่ยังครอบคลุมถึงการบริหารเวลา ทรัพยากร และการส่งมอบสินค้า
วางแผนการผลิตได้แม่นยำและเป็นระบบมากขึ้น
การนำข้อมูลคำสั่งผลิต วัตถุดิบ และทรัพยากรมาใช้ประกอบการวางแผน ช่วยให้ผู้รับผิดชอบมองเห็นภาพรวมและกำหนดแผนการผลิตได้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากขึ้น
ลดเวลาในการจัดทำและปรับแผน
เมื่อข้อมูลที่เกี่ยวข้องถูกรวบรวมไว้ในระบบ ผู้รับผิดชอบไม่จำเป็นต้องรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งทุกครั้งที่ต้องจัดทำหรือแก้ไขแผน จึงช่วยลดเวลาในการทำงานและประสานงานระหว่างฝ่าย
ลดปัญหาการผลิตล่าช้า
การมองเห็นสถานะของคำสั่งผลิต วัตถุดิบ และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องช่วยให้ตรวจพบข้อจำกัดได้เร็วขึ้น ทำให้สามารถปรับแผนหรือจัดลำดับงานเพื่อรับมือกับปัญหาที่อาจกระทบกำหนดส่งมอบได้
ใช้วัตถุดิบและทรัพยากรได้เหมาะสมขึ้น
ข้อมูลที่ครบถ้วนช่วยให้โรงงานวางแผนการใช้วัตถุดิบ เครื่องจักร และแรงงานให้สอดคล้องกับปริมาณงานมากขึ้น ลดโอกาสที่ทรัพยากรจะถูกใช้งานเกินความจำเป็นหรือมีช่วงเวลาที่ไม่ได้ใช้งาน
ควบคุมต้นทุนและลดของเสีย
การวางแผนที่สอดคล้องกับความต้องการจริงช่วยลดโอกาสการผลิตเกิน การใช้วัตถุดิบไม่เหมาะสม และการทำงานซ้ำ จึงมีส่วนช่วยควบคุมต้นทุนและ ลดของเสียในการผลิต ได้ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับกระบวนการทำงานและการนำระบบไปใช้งานของแต่ละโรงงาน
เพิ่มความสามารถในการส่งมอบสินค้า
เมื่อมีแผนการผลิตที่ชัดเจนและสามารถติดตามความคืบหน้าของงานได้ ผู้รับผิดชอบจะบริหารกำหนดการผลิตได้ดีขึ้น ช่วยเพิ่มความพร้อมในการส่งมอบสินค้าให้ตรงตามกำหนดและความต้องการของลูกค้า
มีข้อมูลสำหรับติดตามและตัดสินใจ
ข้อมูลจากกระบวนการผลิตสามารถนำมาวิเคราะห์ประสิทธิภาพและใช้ประกอบการตัดสินใจได้ ทำให้โรงงานสามารถมองเห็นปัญหาและหาแนวทางปรับปรุงกระบวนการจากข้อมูลจริง แทนการพึ่งพาเพียงประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงาน
หากโรงงานต้องการเชื่อมโยงการวางแผนการผลิตเข้ากับงานส่วนอื่น เช่น คลังสินค้า จัดซื้อ และการจัดการคำสั่งผลิต การใช้ระบบบริหารจัดการการผลิต ที่ทำงานร่วมกับข้อมูลส่วนอื่นขององค์กร จะช่วยให้การบริหารกระบวนการผลิตเป็นระบบและมองเห็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้จากศูนย์กลางมากขึ้น
สรุป
โปรแกรมวางแผนการผลิตไม่ได้ช่วยเพียงจัดตารางการผลิตเท่านั้น แต่ยังช่วยให้โรงงานนำข้อมูลคำสั่งผลิต วัตถุดิบ เครื่องจักร แรงงาน และสถานะการผลิตมาประกอบการวางแผนได้อย่างเป็นระบบ ช่วยลดปัญหาการผลิตล่าช้า ใช้ทรัพยากรได้เหมาะสม และควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเลือกโปรแกรมควรเริ่มจากปัญหาและกระบวนการทำงานจริงของโรงงาน ไม่ใช่พิจารณาจากจำนวนฟังก์ชันเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ได้ระบบที่ตอบโจทย์การใช้งานและรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
หากยังไม่แน่ใจว่าระบบแบบใดเหมาะกับกระบวนการผลิตของโรงงาน สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านระบบการผลิต เพื่อประเมินความต้องการและหาแนวทางที่เหมาะสมได้
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
โปรแกรมวางแผนการผลิตเหมาะกับโรงงานที่ต้องจัดการกระบวนการผลิตที่มีความซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นโรงงานขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีหลายสายการผลิต สินค้าหลายประเภท หรือมีการใช้วัตถุดิบและทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งนี้ควรพิจารณาจากลักษณะการทำงานและปัญหาของโรงงานเป็นหลัก
ได้ โดยโปรแกรมวางแผนการผลิตสามารถเชื่อมโยงกับ ERP เพื่อให้ข้อมูลจากส่วนงานต่าง ๆ เช่น การผลิต สินค้าคงคลัง จัดซื้อ และการขายทำงานร่วมกันได้ ช่วยให้การวางแผนและติดตามการผลิตอ้างอิงจากข้อมูลที่สอดคล้องกันมากขึ้น
ระบบช่วยให้โรงงานวางแผนการใช้วัตถุดิบ เครื่องจักร และแรงงานได้เหมาะสมขึ้น รวมถึงลดเวลาที่ใช้ในการจัดทำแผนและลดความผิดพลาดจากการวางแผน จึงมีส่วนช่วยควบคุมต้นทุนและลดการใช้ทรัพยากรโดยไม่จำเป็น
ควรเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต เช่น รายการสินค้าและวัตถุดิบ ขั้นตอนการผลิต เครื่องจักร ทรัพยากรที่ใช้ คำสั่งผลิต และกำหนดส่งมอบ เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปตั้งค่าและวางแผนการผลิตได้อย่างเหมาะสม
โปรแกรมวางแผนการผลิตมีขอบเขตในการช่วยจัดการและวางแผนกระบวนการผลิตโดยรวม ขณะที่ MRP เน้นการคำนวณความต้องการวัตถุดิบให้สอดคล้องกับแผนและความต้องการผลิต ทั้งสองระบบจึงสามารถทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนการวางแผนการผลิตได้










