10 ปัญหาการขาย แก้ได้ง่ายด้วยระบบ CRM | HashMicro Blog
GOLDEN
MONTH
Promo
up to
30%
9 DAYS LEFTLIMITED QUOTA
รับสิทธิ์เลย!จำกัดสำหรับผู้สมัคร 100 คนแรก

10 ปัญหาการขาย แก้ได้ง่ายด้วยระบบ CRM

10 ปัญหาการขาย แก้ได้ง่ายด้วยระบบ CRM

ทีมขายมักต้องรับมือกับหลายปัญหาพร้อมกัน ทั้ง Lead จำนวนมากที่ติดตามไม่ทัน ข้อมูลลูกค้าที่กระจัดกระจาย หรือไม่รู้ว่าดีลไหนควรติดตามก่อน ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความสามารถของ Sales เพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจากกระบวนการขายและการจัดการข้อมูลที่ยังไม่เป็นระบบ

ระบบ CRM จึงเข้ามาช่วยจัดการข้อมูลและกระบวนการขายให้เป็นระบบมากขึ้น ตั้งแต่การจัดการ Lead การติดตาม Sales Pipeline ไปจนถึงการบริหารกิจกรรมและวิเคราะห์ข้อมูลการขาย มาดูกันว่า 10 ปัญหาการขาย ที่ธุรกิจมักพบมีอะไรบ้าง และ CRM ช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร

ระบบ CRM จึงเข้ามาช่วยจัดการข้อมูลและกระบวนการขายให้เป็นระบบมากขึ้น ตั้งแต่การจัดการ Lead การติดตาม Sales Pipeline ไปจนถึงการบริหารกิจกรรมและวิเคราะห์ข้อมูลการขาย มาดูกันว่า 10 ปัญหาการขาย ที่ธุรกิจมักพบมีอะไรบ้าง และ CRM ช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร

Key Takeaways

ปัญหาในการขาย ไม่ได้มีเพียงเรื่องยอดขายที่ไม่เป็นไปตามเป้า แต่ยังรวมถึง Lead ที่ติดตามไม่ทั่วถึง ข้อมูลลูกค้าที่กระจัดกระจาย การมองไม่เห็นสถานะของแต่ละดีล และการ Follow-up ที่ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจทำให้ทีมขายพลาดโอกาสและใช้เวลาไปกับงานที่ไม่จำเป็น

ระบบ CRM ช่วยเชื่อมข้อมูลและกระบวนการขายตั้งแต่การจัดการ Lead, Opportunity และ Sales Pipeline ไปจนถึงกิจกรรมติดตามและการปิดการขาย ทำให้ทีมสามารถเข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกัน ติดตามความคืบหน้าของแต่ละดีล และนำข้อมูลการขายมาใช้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงกระบวนการได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

การเลือก โปรแกรม CRM ควรเริ่มจากการประเมิน Pain Point ของทีมขายก่อนว่าในปัจจุบันมีปัญหาตรงไหน เช่น การจัดการ Lead การติดตามดีล หรือการวิเคราะห์ยอดขาย จากนั้นจึงพิจารณาว่า CRM สามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร เพื่อให้ระบบที่เลือกตอบโจทย์กระบวนการขายและการทำงานของธุรกิจได้จริง

10 ปัญหาการขายที่ธุรกิจและทีมขายมักพบ

เมื่อกระบวนการขายมีหลายขั้นตอนและต้องจัดการข้อมูลจำนวนมาก ทีมขายอาจพบปัญหาที่ทำให้ติดตามลูกค้าได้ไม่เต็มที่ ตั้งแต่ข้อมูลกระจัดกระจาย Lead ตกหล่น ไปจนถึงการมองไม่เห็นสถานะของแต่ละดีล มาดู 10 ปัญหาการขายที่พบบ่อย พร้อมแนวทางที่ ระบบ CRM สามารถเข้ามาช่วยจัดการได้

1. ข้อมูลลูกค้ากระจัดกระจายและค้นหาได้ยาก

เมื่อข้อมูลลูกค้าอยู่ทั้งใน Spreadsheet, Chat หรือเอกสารต่าง ๆ Sales อาจต้องเสียเวลาเปิดหาข้อมูลจากหลายแหล่ง และแต่ละคนอาจมีข้อมูลลูกค้าไม่ตรงกัน เช่น บางคนอัปเดตเบอร์โทรศัพท์หรือประวัติการติดต่อไว้ แต่ไม่ได้แจ้งให้ทีมทราบ จนทำให้เกิดข้อมูลซ้ำและการทำงานที่ไม่ต่อเนื่อง

ระบบ CRM สามารถช่วยรวมข้อมูล Lead และ Customer Data ไว้ในฐานข้อมูลเดียว ทำให้ทีมขายเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้ง่ายขึ้น และทำงานจากข้อมูลชุดเดียวกัน ลดเวลาในการค้นหาและจัดการข้อมูลลูกค้า

2. Lead จำนวนมาก แต่ติดตามไม่ทั่วถึง

เมื่อ Lead เข้ามาจากหลายช่องทางพร้อมกัน Sales อาจติดตามไม่ทัน โดยเฉพาะเมื่อไม่มีระบบที่ช่วยจัดเก็บและแบ่งความรับผิดชอบอย่างชัดเจน ทำให้บาง Lead ถูกลืมหรือไม่มีการติดตามต่อ และอาจส่งผลให้ธุรกิจพลาดโอกาสในการขายโดยไม่รู้ตัว

ระบบ CRM ช่วยจัดเก็บ Lead ไว้ในระบบเดียว พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบแต่ละราย ทำให้ Sales รู้ว่าต้องติดตาม Lead คนไหนและสามารถดำเนินงานต่อได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

3. ไม่รู้ว่าแต่ละดีลอยู่ในขั้นตอนไหน

เมื่อ Sales แต่ละคนมีวิธีติดตามและจัดการดีลแตกต่างกัน ผู้จัดการฝ่ายขายอาจมองภาพรวมของ Sales Pipeline ได้ยาก และไม่รู้ว่าดีลใดกำลังติดขัดหรือควรเข้าไปช่วยจัดการ

การใช้ ระบบ CRM ช่วยกำหนด Stage ของการขายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทำให้ทีมสามารถเห็นสถานะของแต่ละดีลตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการปิดการขาย และช่วยให้ผู้จัดการมองภาพรวมของ Pipeline ได้ชัดเจนขึ้น

4. ไม่รู้ว่าควรโฟกัสดีลไหนก่อน

เมื่อมีทั้ง Lead และ Opportunity จำนวนมาก แต่แต่ละดีลมีโอกาสปิดการขายแตกต่างกัน Sales อาจใช้เวลาไปกับดีลที่มีโอกาสต่ำ ขณะที่ดีลที่มีแนวโน้มปิดการขายสูงกลับไม่ได้รับการติดตามอย่างเหมาะสม

ระบบ CRM สามารถใช้ Opportunity Scoring เพื่อช่วยประเมินและจัดลำดับความสำคัญของแต่ละดีล โดยอาศัยข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ทำให้ Sales เห็นว่าควรโฟกัสกับ Opportunity ใดก่อน

5. Sales ลืมติดตามลูกค้าหรือ Follow-up ไม่ต่อเนื่อง

หากไม่มีระบบช่วยเตือนและกำหนดกิจกรรมติดตาม Sales อาจลืมโทรกลับ นัดหมาย หรือส่งใบเสนอราคา ทำให้ลูกค้าต้องรอคำตอบนาน และบางดีลอาจหยุดอยู่ที่ขั้นใดขั้นหนึ่งจนพลาดโอกาสในการขาย

ระบบ CRM ช่วยให้ Sales วางแผนและกำหนด Schedule Activity สำหรับแต่ละ Lead หรือ Opportunity ได้ เช่น โทร นัดหมาย เยี่ยมลูกค้า หรือส่งใบเสนอราคา ทำให้การ Follow-up มีความต่อเนื่องและเป็นระบบมากขึ้น

6. ข้อมูลและงานขายส่งต่อระหว่างทีมไม่ราบรื่น

เมื่อข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับลูกค้าหรือดีลอยู่กับ Sales เพียงคนเดียว การเปลี่ยนผู้รับผิดชอบหรือการทำงานร่วมกันระหว่างหลายทีมอาจทำให้ต้องเสียเวลาเก็บข้อมูลใหม่ และอาจทำให้ข้อมูลสำคัญตกหล่นระหว่างการส่งต่องาน

การใช้ ระบบ CRM เป็นฐานข้อมูลกลางช่วยให้ทีมที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลลูกค้าและสถานะของดีลจากข้อมูลชุดเดียวกัน ทำให้การส่งต่องานและการทำงานร่วมกันมีความต่อเนื่องมากขึ้น

7. ติดตาม Sales ที่ลงพื้นที่และการเยี่ยมลูกค้าได้ยาก

สำหรับธุรกิจที่มี Sales ลงพื้นที่ การติดตามลูกค้าไม่ได้จบแค่การนัดหมาย แต่ยังต้องวางแผนการเข้าพบและบันทึกผลหลังจากพบลูกค้า หากไม่มีข้อมูลกลาง ทีมขายและผู้จัดการอาจติดตามได้ยากว่าแต่ละคนเข้าพบลูกค้ารายใดแล้ว และการติดตามนั้นมีความคืบหน้าอย่างไร

ระบบ CRM ช่วยวางแผนเส้นทางและกิจกรรมเยี่ยมลูกค้า พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลการเข้าพบกับ Customer Data และ Opportunity ทำให้ทีมสามารถติดตามงานขายภาคสนามได้ต่อเนื่องมากขึ้น

8. คาดการณ์ยอดขายและวัดผลการขายได้ไม่ชัดเจน

เมื่อข้อมูลยอดขายและสถานะของแต่ละดีลกระจายอยู่หลายแหล่ง ผู้บริหารอาจมองภาพรวมของยอดขายได้ไม่ชัดเจน และไม่เห็นว่ารายได้ที่คาดการณ์ไว้แตกต่างจากรายได้ที่เกิดขึ้นจริงมากน้อยเพียงใด ทำให้การวางแผนยอดขายในอนาคตทำได้ยากขึ้น

ระบบ CRM ช่วยรวบรวมข้อมูลการขายเพื่อให้สามารถเปรียบเทียบ Expected Revenue กับ Realized Revenue รวมถึงใช้ Sales Intelligence เป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์และวางแผนการขายได้แม่นยำขึ้น

9. ไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุให้ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า

การเห็นเพียงตัวเลขยอดขายที่ลดลงอาจยังไม่เพียงพอที่จะบอกได้ว่าปัญหาเกิดขึ้นตรงไหน เพราะสาเหตุอาจมาจากหลายปัจจัย เช่น Lead ค้างอยู่ในระบบนานเกินไป หรือ Sales มีการ Follow-up ไม่สม่ำเสมอ ทำให้ผู้จัดการฝ่ายขายไม่สามารถระบุจุดที่ควรปรับปรุงได้อย่างชัดเจน

การใช้ CRM Reporting ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลระหว่างกระบวนการขาย เช่น Lead Age, Activities & Follow-ups และข้อมูลการขาย ทำให้เห็นพฤติกรรมหรือจุดที่เป็นคอขวด และนำข้อมูลไปปรับปรุงกระบวนการขายได้ตรงจุดมากขึ้น

10. ใช้เวลามากกับงานขายที่ทำซ้ำและการค้นหาข้อมูล

นอกจากการพูดคุยกับลูกค้าแล้ว Sales ยังต้องใช้เวลากับงานเบื้องหลัง เช่น ค้นหาข้อมูล สรุปข้อมูล หรือประสานงานในขั้นตอนเดิมซ้ำ ๆ หากงานเหล่านี้กินเวลามากขึ้น เวลาที่ควรนำไปใช้กับการดูแลลูกค้าและสร้างโอกาสในการขายก็ลดลง

ระบบ CRM สามารถช่วยลดงานที่ทำซ้ำผ่าน Automation รวมถึงใช้ AI Work Layer เพื่อช่วยค้นหาและสรุปข้อมูลจากระบบ ทำให้ Sales ลดเวลาที่ต้องใช้กับงานบางส่วน และมีเวลาโฟกัสกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการขายมากขึ้น

HashMicro CRM ช่วยแก้ปัญหาการขายและเพิ่มโอกาสปิดดีลได้อย่างไร?

จากปัญหาการขายทั้ง 10 ข้อ จะเห็นได้ว่าหลายปัญหาเกิดจากการจัดการข้อมูลและกระบวนการขายที่ไม่เชื่อมต่อกัน CRM จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเก็บข้อมูลลูกค้า แต่ยังช่วยเชื่อมข้อมูล Lead, Opportunity, กิจกรรมติดตาม และข้อมูลการขายให้อยู่ในกระบวนการเดียวกัน ทำให้ทีมขายติดตามงานได้เป็นระบบและมองเห็นภาพรวมของการขายได้ชัดเจนขึ้น

รวมข้อมูล Lead และลูกค้าไว้ในฐานข้อมูลเดียว

เมื่อข้อมูลลูกค้าอยู่ในหลายระบบหรือหลายไฟล์ การค้นหาและอัปเดตข้อมูลอาจทำได้ยาก HashMicro CRM ช่วยรวมข้อมูลลูกค้าและผู้ติดต่อไว้ใน Record กลาง ทำให้ Sales และทีมที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลจากแหล่งเดียวกัน ลดการกรอกข้อมูลซ้ำและช่วยให้การส่งต่องานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

ฟีเจอร์อย่าง Partners และ CRM Contacts ช่วยจัดการข้อมูลลูกค้าและผู้ติดต่อให้เป็นระบบ ทำให้ทีมสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ต่อในกระบวนการขายและการติดตามลูกค้าได้ง่ายขึ้น

ติดตาม Lead ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการปิดการขาย

การติดตาม Lead ที่เป็นระบบช่วยให้ทีมขายไม่พลาดโอกาสระหว่างทาง โดย HashMicro CRM สามารถกำหนด Stage ของ Lead ให้เป็นมาตรฐาน และติดตามกระบวนการตั้งแต่ Lead, Opportunity, Quotation จนถึง Sales Order ทำให้ Sales เห็นความคืบหน้าของแต่ละรายได้ชัดเจนขึ้น

นอกจากนี้ ยังสามารถดูสถานะของดีลว่า Won, Lost หรือ Restore เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อได้ว่าดีลส่วนใหญ่ติดขัดหรือปิดการขายในขั้นตอนไหน ช่วยให้ทีมมองเห็นภาพของกระบวนการขายตั้งแต่ต้นจนจบได้มากขึ้นผ่าน Lead-to-Order Pipeline และ Stages Master for Leads

จัดลำดับ Opportunity ที่ควรติดตามก่อน

เมื่อมี Opportunity จำนวนมาก การติดตามทุกดีลด้วยความสำคัญเท่ากันอาจทำให้ Sales ใช้เวลาไปกับดีลที่มีโอกาสปิดการขายต่ำ HashMicro CRM จึงสามารถใช้ Opportunity Scoring เพื่อให้คะแนนแต่ละดีลตามเกณฑ์ที่ธุรกิจกำหนด

เมื่อประกอบกับข้อมูลจาก Sales Intelligence ทีมขายจะมีข้อมูลสำหรับช่วยจัดลำดับความสำคัญของ Opportunity ทำให้การตัดสินใจไม่จำเป็นต้องอาศัยเพียงลำดับที่ Lead เข้ามา แต่สามารถเลือกโฟกัสดีลที่มีแนวโน้มเหมาะสมกับการติดตามก่อน

กำหนดผู้รับผิดชอบและติดตามกิจกรรมของทีมขาย

อีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้ Lead ตกหล่นคือการไม่มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน หรือทีมขายแต่ละคนติดตามงานด้วยวิธีที่แตกต่างกัน HashMicro CRM ช่วยกำหนด Owner ของ Lead และ Opportunity เพื่อให้รู้ว่าแต่ละดีลอยู่ในความรับผิดชอบของใคร

Sales ยังสามารถวางแผนกิจกรรมที่ต้องทำต่อ เช่น โทรหาลูกค้า นัดหมาย เยี่ยมลูกค้า หรือส่งใบเสนอราคา ผ่าน Schedule Activity และ Master Activity ช่วยให้ทีมเห็นงานที่ต้องดำเนินการต่อและลดโอกาสที่ Lead จะถูกลืมหรือมีการทำงานซ้ำซ้อน

รองรับการขายภาคสนามและการเยี่ยมลูกค้า

สำหรับธุรกิจที่มี Sales ลงพื้นที่ การจัดการงานขายไม่ได้มีเพียงการติดตาม Lead แต่ยังรวมถึงการวางแผนเข้าพบและติดตามผลหลังการเยี่ยมลูกค้า HashMicro CRM ช่วยให้ทีมสามารถวางแผนเส้นทางและกิจกรรมเข้าพบลูกค้า พร้อมบันทึกผลการติดตามหลังเข้าพบได้

ข้อมูลกิจกรรมภาคสนามยังสามารถเชื่อมโยงกับข้อมูลลูกค้าและ Opportunity ทำให้ Sales ติดตามความคืบหน้าของลูกค้าแต่ละรายได้ต่อเนื่องผ่าน Journey Plan Dashboard

วิเคราะห์ประสิทธิภาพการขายด้วยข้อมูลจริง

การดูเพียงยอดขายรวมอาจไม่เพียงพอสำหรับการประเมินประสิทธิภาพของทีมขาย เพราะยังต้องดูข้อมูลระหว่างกระบวนการ เช่น Lead ใช้เวลาอยู่ในระบบนานเท่าไร ทีมมีการ Follow-up สม่ำเสมอหรือไม่ และรายได้ที่คาดการณ์ไว้ใกล้เคียงกับรายได้จริงเพียงใด

HashMicro CRM ช่วยรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ผ่าน CRM Reporting ทำให้ทีมสามารถวิเคราะห์ Lead Age, กิจกรรมและ Follow-up รวมถึงเปรียบเทียบรายได้ที่คาดการณ์กับรายได้จริง นอกจากนี้ยังสามารถดูข้อมูลสินค้าและโปรโมชั่นที่สร้างยอดขาย เพื่อนำไปใช้ประกอบการวางแผนและปรับปรุงกระบวนการขายได้

ใช้ Hashy AI และ Hashy OS ช่วยต่อยอดการทำงานของทีมขาย

นอกจากความสามารถของ CRM แล้ว Hashy AI และ Hashy OS ยังสามารถเข้ามาช่วยต่อยอดการทำงานของทีมขายในฐานะ AI Work Layer ของ HMX โดยช่วยค้นหาและสรุปข้อมูลที่มีอยู่ในระบบ ทำให้ Sales เข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้สะดวกขึ้น

ขณะเดียวกัน AI Coworkers และ Automation สามารถช่วยลดงานที่ต้องทำซ้ำ และเชื่อมการทำงานกับ Company Nexus และ Manifest Apps เพื่อให้การทำงานระหว่างข้อมูลและเครื่องมือต่าง ๆ มีความต่อเนื่องมากขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นส่วนที่ช่วยเสริมการทำงานของทีมขาย โดยไม่ได้เป็นฟีเจอร์ CRM โดยตรง

สรุป 10 ปัญหาการขายที่ CRM ช่วยจัดการได้

จากทั้ง 10 ปัญหาการขาย จะเห็นได้ว่าหลายปัญหาไม่ได้เกิดจากขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง แต่เชื่อมโยงกันตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูล การติดตาม Lead และ Opportunity ไปจนถึงการวิเคราะห์ผลการขาย โดย ระบบ CRM สามารถช่วยจัดการกระบวนการเหล่านี้ให้เป็นระบบมากขึ้น เช่น

  • ข้อมูลลูกค้ากระจัดกระจาย → รวม Customer Data ไว้ในระบบเดียว

  • Lead ตกหล่นหรือ Follow-up ไม่ต่อเนื่อง → จัดการ Lead และ Activity พร้อมติดตามงานได้เป็นระบบ

  • มองไม่เห็นสถานะของแต่ละดีล → ใช้ Sales Pipeline เพื่อดูความคืบหน้าของการขาย

  • ไม่รู้ว่าควรโฟกัสดีลไหนก่อน → ใช้ Opportunity Scoring เพื่อช่วยจัดลำดับความสำคัญ

  • วิเคราะห์ยอดขายและประสิทธิภาพได้ยาก → ใช้ CRM Reporting และ Sales Intelligence เพื่อดูข้อมูลและแนวโน้มการขาย

อย่างไรก็ตาม การนำ โปรแกรม CRM มาใช้ไม่ควรเริ่มจากการเลือกฟีเจอร์เพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากการระบุ Pain Point ของทีมขาย ก่อนว่าในปัจจุบันมีปัญหาตรงไหน จากนั้นจึงพิจารณาว่าส่วนใดสามารถนำ CRM เข้ามาช่วยจัดการให้เป็นระบบมากขึ้น เพื่อให้เครื่องมือที่เลือกตอบโจทย์กระบวนการขายและการทำงานของธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

หากต้องการดูว่า CRM สามารถนำมาปรับใช้กับกระบวนการขายของธุรกิจได้อย่างไร สามารถติดต่อทีมงาน HashMicro เพื่อขอคำแนะนำและขอทดลองใช้ CRM Demo ฟรี เพื่อดูการทำงานของระบบและประเมินความเหมาะสมกับธุรกิจของคุณได้ 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ธุรกิจที่มีทีมขายขนาดเล็กก็สามารถใช้ ระบบ CRM ได้ โดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาจากจำนวนพนักงานเพียงอย่างเดียว ควรดูจากความซับซ้อนของกระบวนการขาย จำนวน Lead และปริมาณข้อมูลที่ต้องติดตาม หากทีมต้องดูแลลูกค้าหลายราย มีการ Follow-up หลายขั้นตอน หรือข้อมูลลูกค้าเริ่มกระจัดกระจาย การใช้ CRM อาจช่วยให้จัดการข้อมูลและติดตามงานได้เป็นระบบมากขึ้น

ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบทันที แต่ควรพิจารณาว่าระบบที่ใช้อยู่รองรับกระบวนการขายและการทำงานของทีมได้ครบหรือไม่ เช่น การจัดการ Lead, Sales Pipeline, การติดตาม Follow-up และการวิเคราะห์ข้อมูลการขาย หากยังมีขั้นตอนที่ต้องใช้ Spreadsheet หรือเครื่องมืออื่นมาช่วยจัดการ หรือมีปัญหาข้อมูลไม่เชื่อมต่อกัน อาจเป็นสัญญาณว่าธุรกิจควรพิจารณา โปรแกรม CRM ที่รองรับกระบวนการขายได้ครอบคลุมมากขึ้น

ก่อนนำ CRM มาใช้ ธุรกิจควรจัดเตรียม Customer Data และ Lead ที่จำเป็น รวมถึงกำหนดขั้นตอนการขายให้ชัดเจน เช่น Stage ของ Lead และ Opportunity ผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอน และกิจกรรมที่ต้องติดตาม นอกจากนี้ควรทำความเข้าใจ Workflow ของทีมขายในปัจจุบัน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลและกระบวนการเหล่านี้ไปจัดโครงสร้างใน CRM ได้อย่างเหมาะสม

สามารถสังเกตจากปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการขาย ไม่ใช่ดูเฉพาะตัวเลขยอดขาย เช่น ดีลใช้เวลานานกว่าจะปิดการขาย Lead ถูกทิ้งไว้นาน การ Follow-up ไม่สม่ำเสมอ การส่งต่องานระหว่างทีมมีข้อมูลตกหล่น หรือข้อมูลที่ Sales บันทึกไว้ไม่เป็นมาตรฐาน หากพบปัญหาเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง อาจสะท้อนว่าธุรกิจมี Pain Point ในกระบวนการขายที่ควรได้รับการปรับปรุง

ควรเริ่มจากการระบุ Pain Point ของธุรกิจและทีมขาย ก่อน แล้วจึงพิจารณาว่าความสามารถของ CRM ส่วนใดสามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้ เช่น หากมีปัญหา Lead ตกหล่น อาจพิจารณาความสามารถด้าน Lead Management และ Activity หากมองไม่เห็นสถานะของดีล อาจพิจารณา Sales Pipeline การเริ่มจากปัญหาจริงจะช่วยให้ธุรกิจเลือกใช้ CRM ได้ตรงกับกระบวนการทำงานและความต้องการมากขึ้น


Pimchanok Ariyawanwit

Content Writer

พิมพ์ชนก เป็น SEO Content Specialist ที่มีความสนใจด้าน ERP เทคโนโลยีธุรกิจ และ Digital Transformation ด้วยความรักในการเรียนรู้ การอ่าน และการค้นคว้า เธอมุ่งมั่นในการถ่ายทอดเรื่องซับซ้อนให้เป็นเนื้อหาที่เข้าใจง่าย เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณค่าและนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

HashMicro ยึดตามมาตรฐานบรรณาธิการที่เข้มงวดและใช้แหล่งข้อมูลหลักเพื่อให้เนื้อหาถูกต้องและเกี่ยวข้อง.