สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะต้นทุนของเสียหรือการผลิตใหม่ แต่ยังอาจทำให้การส่งมอบล่าช้า เกิดข้อร้องเรียน และกระทบความเชื่อมั่นของลูกค้า หากธุรกิจตรวจพบปัญหาเมื่อสินค้าผลิตเสร็จแล้ว ผลกระทบมักขยายไปถึงวัตถุดิบ แรงงาน เครื่องจักร และสินค้าจำนวนมากใน Lot เดียวกัน
Quality Control จึงไม่ควรเป็นเพียงการตรวจสินค้าขั้นสุดท้าย แต่ควรครอบคลุมตั้งแต่การรับวัตถุดิบ การตรวจระหว่างผลิต การตรวจสินค้าสำเร็จรูป ไปจนถึงก่อนจัดส่ง โดยแต่ละจุดต้องมีมาตรฐาน วิธีตรวจ ผู้รับผิดชอบ และแนวทางจัดการเมื่อพบสินค้าไม่ผ่านเกณฑ์อย่างชัดเจน
บทความนี้จะอธิบายว่า QC คืออะไร แตกต่างจาก QA อย่างไร มีขั้นตอนและวิธีตรวจแบบใดบ้าง พร้อมแนวทางปรับปรุงการควบคุมคุณภาพการผลิตให้ตรวจสอบย้อนหลังและนำข้อมูลไปป้องกันปัญหาซ้ำได้จริง
Quality Control (QC) คืออะไร?
Quality Control หรือ QC คือกระบวนการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบ สินค้าระหว่างผลิต และสินค้าสำเร็จรูป เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์เป็นไปตามมาตรฐานที่องค์กรกำหนดก่อนนำไปใช้งาน จัดเก็บ หรือส่งมอบให้ลูกค้า
การตรวจสอบอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น การตรวจด้วยสายตา การวัดขนาดหรือน้ำหนัก การทดสอบการทำงาน การตรวจสินค้าทุกชิ้น หรือการสุ่มตรวจจากแต่ละ Batch และ Lot โดยธุรกิจต้องเลือกวิธีตรวจให้เหมาะกับประเภทสินค้า ความเสี่ยง และผลกระทบหากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหลุดออกไป
เมื่อพบสินค้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์ องค์กรควรแยกสินค้าออกจากสต็อกที่พร้อมใช้งาน พร้อมกำหนดสถานะให้ชัดเจน เช่น รอตรวจสอบ ตรวจซ้ำ กักกัน ส่งคืน หรือคัดทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าดังกล่าวถูกเบิกไปใช้ในการผลิตหรือจัดส่งให้ลูกค้าโดยไม่ตั้งใจ
QC จึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงค้นหาสินค้าที่มีตำหนิ แต่ยังช่วยให้ธุรกิจติดตามสาเหตุของปัญหาไปถึงวัตถุดิบ ผู้จำหน่าย เครื่องจักร วิธีการทำงาน หรือขั้นตอนการจัดเก็บได้ด้วย มาตรฐานที่ใช้จะแตกต่างกันตามอุตสาหกรรม เช่น ธุรกิจอาหารอาจตรวจอุณหภูมิ ความสะอาด และวันหมดอายุ ส่วนผู้ผลิตชิ้นส่วนอาจตรวจขนาด ความคลาดเคลื่อน และความแข็งแรงของวัสดุ
ทำไมการควบคุมคุณภาพจึงสำคัญต่อธุรกิจ?
การควบคุมคุณภาพช่วยให้ธุรกิจตรวจพบความผิดปกติก่อนที่สินค้าจะเข้าสู่กระบวนการถัดไปหรือถูกส่งถึงลูกค้า ยิ่งพบปัญหาเร็วเท่าไร ขอบเขตของงานแก้ไขและต้นทุนที่ตามมาก็มักลดลงตามไปด้วย
ประโยชน์สำคัญของการทำ QC ได้แก่
ลดสินค้ามีตำหนิ ของเสีย และงานที่ต้องแก้ไขหรือผลิตใหม่
ป้องกันสินค้าที่ไม่ปลอดภัยหรือไม่เป็นไปตามข้อกำหนดออกสู่ตลาด
ทำให้คุณภาพสินค้าแต่ละรอบการผลิตมีความสม่ำเสมอ
ลดการส่งคืน การรับประกัน และข้อร้องเรียนจากลูกค้า
ช่วยติดตามต้นเหตุของปัญหาจากสินค้า Lot ผู้ขาย หรือคำสั่งผลิต
สร้างข้อมูลสำหรับปรับปรุงวัตถุดิบ เครื่องจักร และกระบวนการ
สนับสนุนการตรวจสอบย้อนหลังและข้อกำหนดเฉพาะของอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม การทำ QC ไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันข้อผิดพลาดได้ทั้งหมด ประสิทธิภาพของการตรวจยังขึ้นอยู่กับมาตรฐานที่ใช้ ความเหมาะสมของวิธีสุ่มตรวจ ความพร้อมของเครื่องมือ และความสม่ำเสมอในการปฏิบัติงาน
Quality Control กับ Quality Assurance ต่างกันอย่างไร?
Quality Control และ Quality Assurance เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารคุณภาพเหมือนกัน แต่มีจุดเน้นต่างกัน โดย QA เน้นการออกแบบและควบคุมกระบวนการเพื่อสร้างความมั่นใจว่างานจะเป็นไปตามมาตรฐาน ส่วน QC เน้นตรวจวัดว่าสินค้าหรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตรงตามข้อกำหนดหรือไม่
| ประเด็น | Quality Control (QC) | Quality Assurance (QA) |
|---|---|---|
| จุดเน้น | ตรวจสอบสินค้าและผลลัพธ์ | ออกแบบและควบคุมกระบวนการ |
| ลักษณะงาน | ตรวจ วัด ทดสอบ และบันทึกผล | กำหนดมาตรฐาน SOP และระบบบริหารคุณภาพ |
| ตัวอย่าง | ตรวจขนาด ทดสอบการทำงาน และสุ่มตรวจสินค้า | ควบคุมเอกสาร อบรม และตรวจประเมินกระบวนการ |
| ช่วงเวลา | เกิดได้ตั้งแต่รับวัตถุดิบจนถึงก่อนส่งมอบ | ครอบคลุมการออกแบบและบริหารกระบวนการโดยรวม |
| ผลลัพธ์ | ผ่าน ไม่ผ่าน ต้องแก้ไข หรือตรวจซ้ำ | กระบวนการที่ควบคุมและทำซ้ำได้อย่างสม่ำเสมอ |
QC จึงไม่ได้เกิดเฉพาะหลังผลิตเสร็จ แต่สามารถแทรกอยู่ระหว่างกระบวนการได้ ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก QC ควรถูกส่งกลับไปให้ QA ใช้ปรับมาตรฐานและป้องกันปัญหาเดิมเกิดซ้ำ
การตรวจสอบคุณภาพควรเกิดขึ้นในขั้นตอนใดบ้าง?
ตรวจสอบวัตถุดิบก่อนรับเข้า
การตรวจรับวัตถุดิบช่วยป้องกันไม่ให้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐานเข้าสู่คลังหรือสายการผลิต รายการตรวจอาจครอบคลุมจำนวน สภาพบรรจุภัณฑ์ ขนาด น้ำหนัก สี คุณสมบัติทางกายภาพ และเอกสารรับรองที่เกี่ยวข้อง
ผลตรวจควรเชื่อมกับผู้ขายและ Lot ของวัตถุดิบ พร้อมแยกสถานะเป็นผ่าน ไม่ผ่าน หรือรอตรวจเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการนำวัตถุดิบที่ยังไม่ได้รับอนุมัติไปใช้โดยไม่ตั้งใจ
ตรวจสอบระหว่างกระบวนการผลิต
การตรวจระหว่างผลิตช่วยค้นหาความผิดปกติก่อนงานถูกส่งไปยังขั้นตอนถัดไป เช่น การตรวจขนาดหลังขึ้นรูป อุณหภูมิระหว่างผลิต น้ำหนักหลังบรรจุ หรือความครบถ้วนหลังประกอบ
ควรบันทึกผลร่วมกับคำสั่งผลิต เครื่องจักร เวลา และผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้ค้นหาสาเหตุได้ง่ายขึ้นเมื่อพบข้อบกพร่องซ้ำ
ตรวจสอบสินค้าสำเร็จรูป
ก่อนรับสินค้าเข้าคลัง ควรตรวจรูปลักษณ์ คุณสมบัติ การทำงาน บรรจุภัณฑ์ และฉลากตามข้อกำหนดของสินค้า ผลตรวจอาจแบ่งเป็นผ่าน ไม่ผ่าน ต้องแก้ไข หรือต้องตรวจซ้ำ
หากสินค้าถูกควบคุมเป็น Batch, Lot หรือ Serial Number ผลการตรวจควรเชื่อมกับหมายเลขดังกล่าวเพื่อรองรับการสอบย้อนกลับ
ตรวจสอบก่อนจัดส่ง
การตรวจก่อนส่งมอบช่วยยืนยันว่ารุ่น จำนวน ฉลาก บรรจุภัณฑ์ และเงื่อนไขเฉพาะของลูกค้าถูกต้อง พร้อมป้องกันสินค้าที่อยู่ระหว่างกักกันหรือยังไม่ผ่าน QC ถูกหยิบไปจัดส่ง
การตรวจก่อนส่งมอบช่วยยืนยันว่ารุ่น จำนวน ฉลาก บรรจุภัณฑ์ และเงื่อนไขเฉพาะของลูกค้าถูกต้อง พร้อมป้องกันสินค้าที่อยู่ระหว่างกักกันหรือยังไม่ผ่าน QC ถูกหยิบไปจัดส่ง
ขั้นตอนการควบคุมคุณภาพมีอะไรบ้าง?
1. กำหนดมาตรฐานของสินค้า
ระบุคุณสมบัติที่สินค้าต้องมี เช่น ขนาด น้ำหนัก สี ความแข็งแรง ความปลอดภัย หรือช่วงความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ โดยอ้างอิงข้อกำหนดภายใน ข้อตกลงกับลูกค้า และมาตรฐานของอุตสาหกรรม
2. ระบุจุดตรวจที่สำคัญ
เลือกตรวจในจุดที่หากเกิดปัญหาแล้วจะกระทบต้นทุน ความปลอดภัย หรือคุณภาพสูง ไม่จำเป็นต้องเพิ่มจุดตรวจทุกขั้นตอนหากไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงอย่างชัดเจน
3. เลือกวิธีและปริมาณการตรวจ
กำหนดว่าจะตรวจด้วยสายตา วัดค่า ทดสอบการทำงาน ตรวจทุกชิ้น หรือสุ่มตัวอย่าง พร้อมระบุเครื่องมือ หน่วยวัด และจำนวนตัวอย่างให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
4. ดำเนินการตรวจและบันทึกผล
บันทึกผลพร้อมชื่อผู้ตรวจ วันที่ สินค้า Lot และเอกสารอ้างอิง หากพบความผิดปกติควรระบุลักษณะข้อบกพร่องและแนบหลักฐานที่จำเป็น เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้
5. เปรียบเทียบผลกับเกณฑ์
ตัดสินผลเป็นผ่าน ไม่ผ่าน ต้องตรวจเพิ่มเติม หรือยอมรับแบบมีเงื่อนไข โดยกำหนดผู้มีอำนาจอนุมัติแต่ละกรณีให้ชัดเจน
6. แยกและจัดการสินค้าที่ไม่ผ่าน
สินค้าที่ไม่ผ่านต้องถูกแยกจากสต็อกปกติ แล้วดำเนินการตามแนวทางที่กำหนด เช่น คัดแยก แก้ไข ตรวจซ้ำ ส่งคืนผู้ขาย หรือตัดจำหน่าย
7. วิเคราะห์สาเหตุและปรับปรุงกระบวนการ
นำข้อมูลข้อบกพร่อง งานแก้ไข ของเสีย และข้อร้องเรียนมาหาสาเหตุ จากนั้นจึงปรับมาตรฐาน วัตถุดิบ เครื่องจักร หรือวิธีทำงานเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ
นำข้อมูลข้อบกพร่อง งานแก้ไข ของเสีย และข้อร้องเรียนมาหาสาเหตุ จากนั้นจึงปรับมาตรฐาน วัตถุดิบ เครื่องจักร หรือวิธีทำงานเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ
วิธีการควบคุมคุณภาพที่นิยมใช้ในโรงงาน
การตรวจด้วยสายตา
เหมาะกับการตรวจสี รอยแตก รอยขีดข่วน ความสะอาด และความครบถ้วนของชิ้นส่วน แต่ต้องมีเกณฑ์และตัวอย่างอ้างอิงที่ชัดเจน เพื่อลดความแตกต่างในการตัดสินของผู้ตรวจแต่ละคน
การวัดและทดสอบ
ใช้เครื่องมือวัดหรืออุปกรณ์ทดสอบเพื่อตรวจขนาด น้ำหนัก อุณหภูมิ แรงดัน ความแข็งแรง หรือประสิทธิภาพการทำงาน เครื่องมือควรได้รับการดูแลและสอบเทียบตามรอบที่เหมาะสม
การสุ่มตรวจ
เป็นการเลือกตัวอย่างจากสินค้าใน Batch หรือ Lot แทนการตรวจทั้งหมด เหมาะกับงานที่มีปริมาณมากหรือการตรวจแต่ละครั้งใช้ต้นทุนสูง แต่แผนการสุ่มต้องออกแบบให้เป็นตัวแทนของสินค้าทั้งชุด
การตรวจสอบทุกชิ้น
เหมาะกับสินค้าที่มีความเสี่ยงหรือมูลค่าสูง รวมถึงรายการที่มีผลต่อความปลอดภัยโดยตรง อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ใช้เวลาและทรัพยากรมาก และไม่เหมาะกับการทดสอบที่ทำให้สินค้าเสียหาย
การควบคุมคุณภาพด้วยสถิติ
การใช้ข้อมูลทางสถิติช่วยให้โรงงานไม่ได้มองเพียงว่าสินค้าชิ้นใดผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ยังเห็นความแปรปรวนและแนวโน้มของกระบวนการ ตัวอย่างเช่น Control Chart ใช้ติดตามค่าคุณภาพตามช่วงเวลาและช่วยระบุสัญญาณที่อาจสะท้อนว่ากระบวนการเริ่มผิดปกติ ตามแนวทางของ NIST
| ตัวชี้วัด | ใช้ประเมินอะไร |
|---|---|
| Defect Rate | สัดส่วนสินค้าที่พบข้อบกพร่อง |
| First Pass Yield | สัดส่วนสินค้าที่ผ่านตั้งแต่ครั้งแรกโดยไม่ต้องแก้ไข |
| Rework Rate | สัดส่วนงานที่ต้องแก้ไขหรือผลิตซ้ำ |
| Scrap Rate | สัดส่วนสินค้าที่ไม่สามารถแก้ไขหรือใช้งานต่อได้ |
| Customer Return Rate | สัดส่วนสินค้าที่ลูกค้าส่งคืน |
| Supplier Defect Rate | คุณภาพของวัตถุดิบหรือสินค้าที่ได้รับจากผู้ขาย |
| Cost of Poor Quality | ต้นทุนจากของเสีย งานแก้ไข การคืนสินค้า และข้อร้องเรียน |
ตัวชี้วัดสำคัญสำหรับการควบคุมคุณภาพการผลิต
ค่าเป้าหมายควรกำหนดตามประเภทสินค้า กระบวนการ และระดับความเสี่ยงของธุรกิจ ไม่ควรนำค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมมาใช้โดยไม่พิจารณาบริบทของโรงงาน
ปัญหาที่พบบ่อยในการควบคุมคุณภาพ
แม้มีขั้นตอน QC แล้ว ธุรกิจก็อาจยังควบคุมคุณภาพไม่ได้ตามเป้าหมาย หากพบปัญหาต่อไปนี้
มาตรฐานไม่ชัดหรือมีแบบฟอร์มหลายเวอร์ชัน
ผู้ตรวจแต่ละคนตีความเกณฑ์ไม่เหมือนกัน
บันทึกผลไม่ครบหรือค้นเอกสารย้อนหลังไม่ได้
เครื่องมือวัดไม่ได้รับการสอบเทียบตามกำหนด
ไม่มีผู้รับผิดชอบหลังพบสินค้าที่ไม่ผ่าน
สินค้าที่ไม่ผ่านไม่ได้ถูกแยกจากสต็อกปกติ
ข้อมูลฝ่าย QC ฝ่ายผลิต คลัง และจัดซื้อไม่เชื่อมกัน
เก็บข้อมูลจำนวนมากแต่ไม่นำมาวิเคราะห์ปัญหาซ้ำ
การเพิ่มจำนวนผู้ตรวจอาจไม่ช่วยแก้ปัญหา หากต้นเหตุอยู่ที่มาตรฐานไม่ชัด การส่งต่องาน หรือข้อมูลที่แต่ละฝ่ายใช้ไม่ตรงกัน
วิธีปรับปรุงการควบคุมคุณภาพการผลิต
เริ่มจากจัดทำมาตรฐานและตัวอย่างอ้างอิงที่ผู้ตรวจเข้าใจตรงกัน จากนั้นวางจุดตรวจตามระดับความเสี่ยง แทนการเพิ่มรายการตรวจจำนวนมากโดยไม่มีเป้าหมาย
ธุรกิจควรอบรมผู้ตรวจและพนักงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทบทวนเครื่องมือวัดและการสอบเทียบตามรอบ เมื่อพบสินค้าที่ไม่ผ่าน ต้องมีขั้นตอนกัก แก้ไข ตรวจซ้ำ และอนุมัติที่ระบุผู้รับผิดชอบชัดเจน
ข้อมูลข้อบกพร่องควรถูกวิเคราะห์แยกตามสินค้า ผู้ขาย เครื่องจักร สายการผลิต และ Lot เพื่อให้เห็นรูปแบบปัญหา ไม่ควรดูเฉพาะยอดของเสียรวมทั้งโรงงาน เพราะตัวเลขรวมอาจไม่แสดงว่าความเสียหายกระจุกตัวอยู่ที่จุดใด
ท้ายที่สุด ผลการตรวจต้องเชื่อมกลับไปยังฝ่ายผลิต คลังสินค้า และจัดซื้อ เพื่อให้ทุกฝ่ายแก้ปัญหาจากข้อมูลเดียวกัน ไม่ใช่เพียงเก็บรายงานไว้ในฝ่าย QC
ระบบดิจิทัลช่วยงาน Quality Control ได้อย่างไร?
ระบบดิจิทัลช่วยเปลี่ยนขั้นตอน QC จากแบบฟอร์มแยกส่วนให้เป็น Workflow ที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ โดยสามารถกำหนดจุดตรวจ ใช้ Checklist หรือเกณฑ์เดียวกัน บันทึกผลผ่าน–ไม่ผ่าน ค่าการวัด การจัดเกรด และการสุ่มตรวจได้อย่างเป็นระบบ
เมื่อผลตรวจเชื่อมกับ Batch, Lot หรือ Serial Number ธุรกิจจะค้นหาได้ง่ายขึ้นว่าสินค้ามาจากวัตถุดิบหรือคำสั่งผลิตใด รวมถึงควบคุมไม่ให้สินค้าที่ไม่ผ่านถูกนำไปใช้หรือจัดส่งก่อนมีการอนุมัติ
ระบบยังช่วยเก็บประวัติการตรวจซ้ำ ผู้ดำเนินการ และวิธีจัดการสินค้าที่ไม่ผ่าน ทำให้ฝ่าย QC ฝ่ายผลิต และคลังสินค้าไม่ต้องบันทึกข้อมูลเดียวกันซ้ำหลายครั้ง
หากธุรกิจกำลังอยู่ในขั้นตอนเปรียบเทียบโซลูชัน การเลือก โปรแกรม QC สำหรับโรงงานให้เหมาะกับลักษณะการผลิตและกระบวนการทำงาน
ยกระดับการควบคุมคุณภาพด้วย HMX
HMX ช่วยเชื่อมกระบวนการ Quality Control เข้ากับการผลิตและการเคลื่อนย้ายสินค้า ทำให้โรงงานสามารถกำหนด Quality Point พร้อมรูปแบบการตรวจ เช่น Pass/Fail, การวัดค่า, Checklist หรือ Grading รวมถึงรองรับการสุ่มตรวจ การกำหนดรายการตรวจบังคับ และการติดตามตาม Lot หรือ Serial Number
เมื่อสินค้าตรวจไม่ผ่าน ระบบสามารถส่งต่อไปยังกระบวนการกักสินค้า ตรวจซ้ำ หรือกำหนดแนวทางจัดการต่อได้ พร้อมเชื่อมข้อมูลกับคำสั่งผลิตและสถานะสินค้า ช่วยลดการทำงานซ้ำระหว่างฝ่าย QC ฝ่ายผลิต และคลังสินค้า
ความสามารถในการใช้งานขึ้นอยู่กับโมดูล การตั้งค่า และขอบเขตของโครงการ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเลือกใช้ระบบ ควรทดลองด้วย Workflow จริงของโรงงาน เช่น จุดตรวจ แบบฟอร์ม และกรณีสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐาน เพื่อประเมินว่าระบบรองรับกระบวนการทำงานได้ครบถ้วนเพียงใด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวางระบบ การผลิต (Manufacturing) ที่มีประสิทธิภาพ
สรุป
Quality Control คือกระบวนการตรวจสอบคุณภาพสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด โดยควรครอบคลุมตั้งแต่การรับวัตถุดิบ ระหว่างการผลิต ไปจนถึงการตรวจสอบสินค้าสำเร็จรูปก่อนส่งมอบ เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานถึงมือลูกค้า
การทำ QC ที่มีประสิทธิภาพไม่ได้มีแค่การตรวจจับข้อบกพร่อง แต่ต้องมีมาตรฐานการตรวจ จุดตรวจ วิธีบันทึกผล ผู้รับผิดชอบ และแนวทางจัดการสินค้าที่ไม่ผ่านอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่ต้นเหตุ
เมื่อระบบ QC เชื่อมโยงกับข้อมูลการผลิต สินค้าคงคลัง และการติดตาม Lot หรือ Serial Number ธุรกิจจะสามารถตรวจสอบย้อนหลัง วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา และลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดซ้ำได้อย่างเป็นระบบ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
มาตรฐาน QC ควรกำหนดร่วมกันระหว่างฝ่าย QC ฝ่ายผลิต วิศวกรรม และผู้รับผิดชอบผลิตภัณฑ์ พร้อมกำหนดผู้มีอำนาจอนุมัติและควบคุมเวอร์ชันของมาตรฐานให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายใช้เกณฑ์เดียวกัน
ควรทบทวนเป็นประจำตามรอบที่องค์กรกำหนด และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนวัตถุดิบ ผู้ผลิต เครื่องจักร กระบวนการผลิต หรือข้อกำหนดจากลูกค้า รวมถึงเมื่อพบปัญหาคุณภาพรูปแบบใหม่
ทำได้ในขั้นตอนที่กำหนด หากได้รับการอบรมและใช้เกณฑ์การตรวจที่ชัดเจน แต่สำหรับรายการที่มีความเสี่ยงสูงหรือเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ควรให้ฝ่าย QC เป็นผู้ตรวจสอบหรืออนุมัติอีกครั้ง
ขึ้นอยู่กับอายุสินค้า ระยะเวลารับประกัน ข้อกำหนดของลูกค้า และมาตรฐานของแต่ละอุตสาหกรรม โดยควรเก็บข้อมูลไว้นานพอสำหรับการตรวจสอบย้อนหลังเมื่อเกิดปัญหา
ควรตรวจสอบย้อนกลับจาก Lot หรือ Serial Number ไปยังผลการตรวจสอบ วัตถุดิบ คำสั่งผลิต เครื่องจักร การจัดเก็บ และการขนส่ง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และประเมินว่ามาตรฐานการตรวจเดิมครอบคลุมปัญหานั้นหรือไม่
| ประเด็น | Quality Control (QC) | Quality Assurance (QA) |
|---|---|---|
| จุดเน้น | ตรวจสอบสินค้าและผลลัพธ์ | ออกแบบและควบคุมกระบวนการ |
| ลักษณะงาน | ตรวจ วัด ทดสอบ และบันทึกผล | กำหนดมาตรฐาน SOP และระบบบริหารคุณภาพ |
| ตัวอย่าง | ตรวจขนาด ทดสอบการทำงาน และสุ่มตรวจสินค้า | ควบคุมเอกสาร อบรม และตรวจประเมินกระบวนการ |
| ช่วงเวลา | เกิดได้ตั้งแต่รับวัตถุดิบจนถึงก่อนส่งมอบ | ครอบคลุมการออกแบบและบริหารกระบวนการโดยรวม |
| ผลลัพธ์ | ผ่าน ไม่ผ่าน ต้องแก้ไข หรือตรวจซ้ำ | กระบวนการที่ควบคุมและทำซ้ำได้อย่างสม่ำเสมอ |
กับมาตรฐานที่ใช้ ความเหมาะสมของวิธีสุ่มตรวจ ความพร้อมของเครื่องมือ และความสม่ำเสมอในการปฏิบัติงาน
กับมาตรฐานที่ใช้ ความเหมาะสมของวิธีสุ่มตรวจ ความพร้อมของเครื่องมือ และความสม่ำเสมอในการปฏิบัติงาน

